What’s Executive?: คุณกิตติคุณ ปริณายก แห่ง Discovery Hi-Fi

What’s Executive?: คุณกิตติคุณ ปริณายก แห่ง Discovery Hi-Fi

DSC_4111

หนทางสู่ความเป็นไฮไฟในอุดมคติของผู้รักเสียงเพลงและดนตรีดูเหมือนจะไร้จุดสิ้นสุด บางครั้งก็ดูเรียบง่าย แต่บ่อยครั้งที่ดูวกวนประดุจเขาวงกต สำหรับผู้เดินทางหน้าใหม่-การลองผิดลองถูกอาจมิใช่คำตอบที่ดีที่สุด Discovery Hifi คือผู้ร่วมทางที่พร้อมจะนำท่านไปสู่จุดหมายสูงสุดของความเป็นธรรมชาติแห่งเสียงเพลงและดนตรีที่คุณถวิลหาในราคาแบบพอเพียง Discovery Hifi ทำหน้าที่แทนท่านในการเสาะแสวงหาเครื่องเสียงที่ดีที่สุด เพื่อนำมาสู่ผู้ที่รักเสียงเพลงและดนตรีจักได้สัมผัสในคุณภาพและราคาที่คุณไม่สามารถพบได้ในตลาดเครื่องเสียงทั่วไป Discovery HiFi ทำการคัดสรรเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเสียงโดดเด่นน่าประทับใจ ผ่านการพิจารณาทั้งทางด้านเทคโนโลยี ความพิถีพิถันในการออกแบบและผลิตรวมถึงคุณภาพของอุปกรณ์ที่ใช้ ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ได้รับการคัดสรรจะต้องผ่านการทดสอบคุณภาพเสียงด้วยการฟังอย่างจริงจังจากผู้ที่มีความชำนาญทั้งในประเทศและต่างประเทศ คุณจึงมั่นใจได้ในความพิถีพิถันของผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นจาก Discovery Hifi

นั่นคือข้อความที่ปรากฏอยู่บน Pages ในส่วน About Us ของ Discovery Hifi ที่ขออนุญาตเกริ่นนำไว้เพื่อทำความรู้จักเป็นเบื้องต้น ก่อนที่จะนำพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง เสมือนดั่ง “หัวเรือใหญ่” ในการดำเนินธุรกิจของ Discovery Hifi มาตั้งแต่จุดเริ่มต้นกิจการ กิตติคุณ ปริณายก คือชื่อของเขาผู้นี้ ที่นักเล่นเครื่องเสียงในแนวดิจิตอลนิยมล้วนรู้จักเขาเป็นอย่างดี โดยที่มีไม่กี่คนจะรู้ถึง แนวคิด เบื้องลึก-เบื้องหลังในตัวตนของเขา เรามารู้จักกับเขาผู้นี้ให้ลึกซึ้งกันนับตั้งแต่นี้เลยนะครับ

WHAT HI-FI? : ก่อนอื่นรบกวนขอทราบถึงประวัติความเป็นมาของคุณกิตติคุณที่ได้เข้าสู่วงการนี้คร่าวๆ สักเล็กน้อยครับ?

คุณกิตติคุณ : ผมคิดว่าหลักๆ เลย ก็คงเหมือนๆ กับเจ้าอื่นๆ ในวงการเครื่องเสียงนั่นแหละครับ ต้องเป็นคนที่รัก เป็นคนที่ชอบเครื่องเสียง และเป็นนักเล่นเครื่องเสียง มาก่อน ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าใครก็ตามได้ทำในสิ่งที่รัก-สิ่งที่ชอบ ต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน โดยผมก็เป็นคนเล่นเครื่องเสียงมาก่อน เริ่มตั้งแต่สมัยเด็กๆ ประมาณประถมก็เริ่มแล้ว เพราะเป็นคนที่ชอบฟังเพลงมาก่อนผ่านทางวิทยุหูหิ้วในสมัยนั้น พอโตขึ้นมาหน่อยก็เริ่มคิดว่าถ้าเรามีชุดลำโพงมีเครื่องเสียงก็น่าจะดีกว่านี้นะเสียงน่าจะดีกว่า ก็เลยมีการริเริ่มทำ D.I.Y. (Do it yourself.) เครื่องเสียงเอง คือ ทำลำโพงก่อนด้วยการไปหาซื้อดอกลำโพงมาจากบ้านหม้อ แล้วก็ไปหาซื้อไม้มะค่า จากร้านเฟอร์นิเจอร์ที่หาได้แถบๆ นั้น พอสำเร็จออกมาเสียงก็พอฟังได้ไม่ได้โดดเด่นอะไร แล้วก็ลองเอามาต่อกับวิทยุหูหิ้ว ปรากฏว่าขับไม่ออกเสียงที่ออกมามันเบามาก หลังจากนั้นก็เลยต้องทำแอมป์เอง และก็เริ่มซื้อเครื่องมาเล่นบ้าง สร้างเสริมประสบการณ์มาตั้งแต่วัยรุ่นเลยก็ว่าได้…

แต่ถ้าเริ่มเข้าวงการนี้แบบจริงๆ จังๆ ก็น่าจะเป็นช่วงปี พ.ศ. 2538 เพราะการเล่นเครื่องมาตั้งแต่เก่าก่อนเลยทำให้มีสมัครพรรคพวกในวงการนี้อยู่บ้าง ซึ่งความจริงแล้ว Discovery HiFi นั้นไม่ใช่บริษัทแรกของ ผมแต่เป็นบริษัทชื่อ Aerial Boundary ที่ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้าเครื่องเสียง แต่ไม่ได้ขายเอง ไม่ได้มีหน้าร้าน ทำในเรื่องของการสั่งเข้ามา และดูแลเรื่องการทำตลาด รวมถึงโฆษณาเป็นหลัก เนื่องจากตอนนั้นยังทำงานออฟฟิศเป็นประจำอยู่ โดยแบรนด์ที่ผมนำเข้ามาขณะนั้น คือ แอมป์หลอดจากประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีชื่อว่า Jolida ที่เป็นของดี ราคาไม่แพง ถือว่าทำตลาดในช่วงนั้นได้ดีเลยทีเดียว ก็ทำมาเรื่อยๆ

จนในที่สุดก็ต้องเจอกับปัญหาวิกฤติการณ์ “ต้มยำกุ้ง” ที่ค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงไป เศรษฐกิจย่ำแย่มากๆ อย่างที่หลายๆ คนรู้กัน ก็เลยเรียบร้อยไปตามระเบียบต้องหยุดทำธุรกิจเครื่องเสียงนี้ไปนานพอสมควร บริษัทเก่าก็ปิดไป ทำแต่งานออฟฟิศ ไม่ได้มีความคิดเลยว่า จะกลับมาทำธุรกิจนี้ใหม่…เวลาผ่านมานานพอสมควร ผมเองก็เคยรู้จักร้านเครื่องเสียงในต่างประเทศที่เราไปเที่ยวแล้วเคยได้คุยสนิทกัน อย่างเช่นใน ฮ่องกง ตอนนั้นผมเดินทางไปเที่ยวพักผ่อน ทางเพื่อนของผมที่อยู่ที่นั่น ก็ได้ลองเอาคอมพิวเตอร์เล่นไฟล์เพลงให้ดูผ่านทางพอร์ท USB ต่อเข้ากับ D to A Converter ซึ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้วเป็นเรื่องใหม่มากๆ เมื่อลองฟังดูเสียงที่ออกมาผมก็ว่าใช้ได้ เพื่อนของผมก็เชียร์ว่า ให้ลองเอากลับไปเล่นดู ถ้าชอบแล้วค่อยมาว่ากัน เนื่องจากที่เมืองไทยไม่มีใครทำตลาดสินค้าตัวนี้เลยนะ คุณน่าจะลองทำดูล่ะ

พอผมกลับมาได้ลองเล่นไปเล่นมา เกิดรู้สึกสนุก ซึ่งผมมองว่าการเล่นเครื่องเสียงสิ่งสำคัญ คือ ต้องสนุก ต้องเกิดการเรียนรู้ และพัฒนาการศึกษาเรื่องเทคโนโลยี แต่สมัยนั้นก็เล่นได้แค่ Rip CD มาเป็นไฟล์เพลง 16 Bit/ 44.1 kHz เพราะยังไม่มีไฟล์ไฮ-เรส โดย ณ ตอนนั้น เป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสกับ USB DAC แต่ถ้าเป็น D to A Converter นั้นผมรู้จัก เนื่องจาก CD Player รุ่นท้อปสมัยก่อนจะมีสองชิ้น แยกเป็น Transport กับ D to A ที่ต่อผ่านกันทาง Coaxial หรือไม่ก็เป็น Digital SIS CPU พอได้ลองเล่นเพลงผ่านคอมพิวเตอร์ดูแล้วผมกลับชอบในความแปลกใหม่ ก็เลยเริ่มนำเข้าสินค้าในจุดนี้เข้ามาขาย ทำแบบง่ายๆ ด้วยการเปิดเว็บไซต์ขึ้นมา

ธุรกิจดังกล่าวก็ไปได้ด้วยดี อย่างเช่น Super Pro ซึ่งก็คือแบรนด์ที่เพื่อนให้มาลองฟังก่อนจะเริ่มนำเข้านั่นเองแหละ ผมขายได้เป็นหลักพันๆ ตัว เนื่องจากราคาไม่แพงมากแค่ 3-4 พันบาท ดังนั้น Discovery HiFi ก็เลยเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 นับมาถึงตอนนี้ก็เกือบ 10 ปีได้แล้ว โดยเน้นในส่วนของ Digital เป็นหลัก โดยเฉพาะตัว D to A ถึงปัจจุบันถือว่าเรานำเข้าเยอะที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันเทคโนโลยีก็พัฒนาไปอีกขั้นด้วยการไม่ต้องเล่นเพลงผ่านคอมพิวเตอร์อีกต่อไปอย่างเช่นสินค้าในจำพวก Music Server ที่บริษัทมากมายในวงการเครื่องเสียงนั้นหันมาพัฒนาจนคุณภาพเสียงดีกว่าเล่นผ่านคอมพิวเตอร์ ที่เน้นในด้านการใช้งานได้หลากหลายมากกว่า

 

WHAT HI-FI? : วางแนวทางการดำเนินงานของ Discovery Hi-Fi ไว้เป็นเช่นไรครับ? และมีการให้บริการด้านใดบ้าง?  

คุณกิตติคุณ : ผมคิดว่า Discovery Hi-Fi เราเน้นในเรื่องของเทคโนโลยี และการให้ความรู้กับลูกค้า เพราะว่าหลักๆ สินค้าในกลุ่ม Digital ของเรานั้นมีเยอะมาก เทคโนโลยีก็พัฒนาไปไกลมากขึ้นๆ ทุกวัน ดังนั้นผมมองว่าการให้ความรู้ และข้อมูลกับลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญเอามากๆ อย่างเช่นตัว Music Server การใช้งานก็ต่างจากเครื่องเล่น CD Player ทั่วๆ ไป ที่สามารถเสียบปลั๊กแล้วเล่นได้เลย แต่มันต้องมีการเซ็ตอัพในเรื่องของ Hardware และ Software ซึ่งลูกค้าต้องศึกษาว่ามันทำงานอย่างไรบ้าง? รวมไปถึงตัวระบบ Network ที่เป็นหัวใจสำคัญของระบบ Digital ด้วยอย่างไรก็ตาทางเราก็พร้อมที่จะดูแลลูกค้าในส่วนนี้อยู่แล้ว ด้วยการเข้าไปติดตั้งให้สำหรับผู้ที่ ไม่รู้ ในด้านนี้เลย แต่ถ้าลูกค้าพอมีพื้นฐานอยู่บ้างแล้วเราก็จะแนะนำข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้นำไปต่อยอดการใช้งานด้านอื่นๆ ได้มากขึ้น ซึ่งเรากล้าพูดได้ว่าแบรนด์เครื่องเสียงด้าน Digital และ Music Server ดังๆ จากทั่วโลกนั้น Discovery HiFi นับว่าเป็นบริษัทที่นำเข้ามาเยอะที่สุดในเมืองไทย

 

WHAT HI-FI? : Discovery Hi-Fi มีสินค้าแบรนด์อะไรบ้าง? ที่กำลังทำตลาดอยู่ในขณะนี้ครับ

คุณกิตติคุณ : ต้องบอกกันตามตรงเลยครับว่า “ผมนับไม่ถูก” (หัวเราะ) ถ้าคร่าวๆ ก็คงเกินกว่า 20 แบรนด์แน่ๆ ซึ่งถ้าเอาเป็นระดับไฮเอนด์ที่วางอยู่ในห้องสัมภาษณ์ตอนนี้ก็จะเห็น Eggleston Works, Steinheim , Weiss, Engineering, Vitus, Manger, Astell&Kern, Hegel, Certon, Sota, Hans Acoustics และ Viola Labs ถ้าสายจากฝรั่งเศสก็จะเป็น Viard Audio Design ส่วนถ้าเป็นแร็คตั้งเครื่องก็จะเป็น Artesania Audio จากประเทศสเปน ที่ถือว่าเป็นแบรนด์ระดับโลก เนื่องจากหลายๆ บริษัทเครื่องเสียงที่ไปโชว์ในงาน Munich Hi-end Show 2015 นำมาใช้ให้เห็นกันมากมาย และอุปกรณ์เสริมจากเกาหลีก็จะเป็นแบรนด์ที่ชื่อว่า Takt ซึ่งใช้แล้วเห็นผลเลยทีเดียว

 DSC_4121

WHAT HI-FI? : สินค้าที่ทาง Discovery Hi-Fi กำลังทำธุรกิจอยู่นั้น โดยทั่วไปในทัศนะของคุณกิตติคุณ แต่ละแบรนด์มี จุดเด่น แตกต่างกันอย่างไรครับ ?

คุณกิตติคุณ : คือจริงๆ ผมเองเป็นคนที่เล่นเครื่องเสียงมาตั้งแต่สมัยก่อนแบบนานมากแล้ว ดังนั้นหลายๆ แบรนด์ก็เป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจมาช้านาน ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็จะมีจุดเด่นของตัวมันเองทั้งนั้น ยกตัวอย่างเช่น Weiss เป็นสุดยอดระบบดิจิตอลของโลกที่ในสตูดิโอเลือกใช้ ทั้งซอฟแวร์เองก็ดี ที่ใช้สร้างไฟล์ DSD หรือ SACD ต่างๆ แทบทุกสตูดิโอก็จะใช้จากแบรนด์นี้ทั้งหมด ซึ่งพอเราได้รู้ข้อมูลเหล่านี้ ลึกๆ เข้า มากๆ เข้า เราเองก็จะทราบได้ว่า แบรนด์ไหนมีความพิเศษ อีกหนึ่งแบรนด์ตัวอย่างเพิ่มเติมอย่าง Eggleston Works ตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อ 20 กว่าปีก่อนที่ออกรุ่นแรกออกมา ตอนนั้นผมรับหนังสือเครื่องเสียงทั้งจากไทย และต่างประเทศมาศึกษาข้อมูลเยอะมาก รวมไปถึง Stereophile โดยสิ่งที่น่าแปลกใจมากของแบรนด์นี้ คือ สินค้าตัวแรกที่ออกมาสู่ตลาดปรากฏว่าได้จัดลำดับเป็น Class A ของ Stereophile เลยทันที เพราะการออกแบบนั้นสุดยอด

เนื่องจากผมเป็นคนที่เคยผ่านการทำ D.I.Y. มาก่อน เพราะฉะนั้นเวลาที่อ่านรีวิวก็รู้ได้เลยว่าไม่ธรรมดา อย่างเสียงกลางตัวตู้ภายในก็เป็นแบบ Transmission Line ส่วนตู้เบสก็เป็น Isobarik ที่ทำยาก และแพง แถมค้องใช้ Driver สองดอก หรืออีกแบรนด์อย่าง Manger ที่ดังมานานแต่เก่าก่อน จะเห็นว่าเค้ามีงานวิจัยในเรื่องดอกลำโพงเยอะมากๆ ในเว็บไซต์ของเค้า แบบที่อ่านกันไม่หวาดไม่ไหว แล้วใช่ว่าพอทางเราติดต่อไปเค้าจะแต่งตั้งเราเป็นตัวแทนจำหน่ายเลยปรากฏ ว่าด้วยความที่ Manger ยังคงแนวบริหารงานแบบ Conservative ทางบริษัทเค้าเองจะส่งข้อสอบมาให้เราทดสอบความรู้ให้ผ่านก่อน ถึงจะได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทน…ซึ่งพอเราได้รู้ในจุดนี้ก็จะเห็นว่าแต่ละตัวมีจุดเด่นอย่างไรบ้างนอกจากนี้ก็มี Hegel อีกแบรนด์หนึ่ง ที่ความจริงแล้วเป็นแบรนด์ที่นิยมในหมู่ Reviewer ในต่างประเทศ ใช้กันเป็นอุปกรณ์ส่วนตัวเยอะมากๆ อาจเป็นเพราะว่ามีวงจรพิเศษที่เรียกว่า Sound Engine ที่สามารถทำให้แอมป์มี Damping Factors ที่สูงถึงระดับ 1000 ต่างจากแอมป์ทั่วไปในท้องตลาดที่สูงแค่ 100-200 เท่านั้น

 

WHAT HI-FI? : มีแบรนด์ใดที่คุณกิตติคุณรู้สึกถูกใจ หรือชื่นชอบเป็นพิเศษบ้างไหมครับ? เพราะสาเหตุใด?

คุณกิตติคุณ : จริงๆ แล้วแบรนด์ไฮเอนด์แรกๆ ที่ผมนำเข้ามาเลย ก็คือ Weiss ซึ่งสมัยก่อนผมเคยทำตลาดในส่วนของ Computer Audio มาก่อนจำพวก D to A โดยตัวแรกที่นำเข้ามา คือ Weiss Minerva พอถัดมาก็จะเป็น DAC 202 ปรากฏว่าเป็นแบรนด์แรกๆ เลยก็ได้ที่มีไฟ-ไวร์ (Fi-Wire) นั่นคือความพิเศษอย่างมาก เพราะคอมพิวเตอร์ที่ใช้สมัยก่อนส่วนใหญ่จะเป็นระบบปฏิบัติการ Windows ทั้งหมดที่ไม่รองรับการเล่นไฟ-ไวร์ผมเลยต้องไปซื้อ Mac ที่รองรับไฟ-ไวร์มาลอง ผลที่ออกมาคือ คุณภาพเสียงทิ้งห่างกันมาก

โดยอย่างยิ่งเฉพาะตัว DAC ของ Weiss ทำให้ผมเปลี่ยนจาก PC ทั่วๆ ไปมาใช้ Mac ที่รองรับไฟ-ไวร์เลยทีเดียว เพราะมีความพิเศษกว่า PC ทั่วไปตรงที่ใช้ชิปควบคุมแยก ไม่ต้องขึ้นตรงต่อ CPU เหมือนคอมพิวเตอร์ปกติ แถมไฟ-ไวร์ยังสามารถต่อพ่วงอุปกรณ์ได้อย่างไม่จำกัดอีกด้วย จากที่ผมรู้มาบางสตูดิโอเกี่ยวกับภาพยนตร์ใช้ DAC ของ Weiss ที่เป็นไฟ-ไวร์ต่อพ่วงกันเป็น 50 ตัวก็มี เรียกว่า Daisy Chainนอกจากนี้ตัว Music Server ของ Weiss ก็เป็นตัวที่ดีมากๆ ของโลกเลยทีเดียวแถมตัวซอฟท์แวร์ที่เป็นหัวใจหลักในระบบดิจิตอลของแบรนด์นี้ก็รับประกันเรื่องคุณภาพเสียงได้ว่าสุดยอด และมีการอัพเดตตลอด เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้ในระยะยาวโดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนตัวเครื่อง

 

WHAT HI-FI? : ผลิตภัณฑ์ใดที่มียอดจำหน่าย หรือได้รับความสนใจมากที่สุดครับ?

คุณกิตติคุณ : จริงๆ มันหลากหลายเอามากๆ เนื่องจากในกลุ่มไฮเอนด์ จะมีตลาดของเขาโดยเฉพาะ แต่ละแบรนด์เองก็จะมีกลุ่มลูกค้าที่เป็นแฟนๆ อยู่ทั้งหมดส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นตลาดใหม่ที่ผมเพิ่งเริ่มนำเข้า ก็จะเป็นในส่วนของ Gadgets อย่างเช่นแบรนด์ที่ชื่อว่า Astell&Kern ซึ่งเป็นแบรนด์ที่แพร่หลายระดับโลก ที่ตอนนี้ก็ทำยอดขายได้ดีเอามากๆ เลยทีเดียว และเวลาที่ออกสินค้าใหม่ๆ มาแต่ละรุ่นนั้น ก็มักจะได้รับการตอบรับที่ยอดเยี่ยมจากผู้บริโภคอยู่ตลอด เพราะว่า คุณภาพของเสียง รวมไปถึงการดีไซน์นั้น ทำออกมาได้โดนใจลูกค้าแบบสุดๆ แถมเทคโนโลยีของบริษัทเค้าก็ไปไกลมากๆ ทั้งๆ ที่เปิดตัวมาได้แค่ 3 ปีเท่านั้น กลับทำยอดขายในส่วนของเครื่องเล่นไฮ-เรสแบบพกพาเป็นอันดับหนึ่งของโลกได้อย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้ในเรื่องของการบริการลูกค้าของบริษัทก็นับว่าดีเอามากๆ อีกด้วย

 

WHAT HI-FI? : ในส่วนของห้องฟังที่จัดไว้ให้ลูกค้า หรือผู้ที่สนใจได้ลองฟังคุณภาพเสียงผลิตภัณฑ์ต่างๆ นั้น คุณกิตติคุณพอจะอธิบายคร่าวๆ ถึงห้องฟังนี้ของทาง Discovery HiFi ได้ไหมครับ

คุณกิตติคุณ : ตัวผมเองก็เคยทำร้าน และห้องฟังมาหลายๆ ที่นะครับ บอกตามตรงเลยว่า ความรู้สึกของผมในการทำห้องฟังก็เหมือนกับซื้อหวย เพราะตอนซื้อเราก็หวังว่าจะถูกรางวัล แต่ปรากฏว่า หลายๆ ครั้งเมื่อทำออกมาแล้วกลับไม่เป็นอย่างที่หวัง ต้องรื้อทำใหม่ก็หลายครั้งอยู่ จนในที่สุดผมก็ได้ค้นพบสัจธรรมในการทำห้องฟัง ก็คือการทำออกมาในแบบที่เบสิคที่สุด แต่ก็ต้องอ้างอิงตามหลักวิชาการ ส่วนตัวผมมองว่าห้องสี่เหลี่ยมดีที่สุด ถ้าเป็นห้องโค้ง หรือรูปทรงอื่นๆ ผมว่าไม่ค่อยจะตอบโจทย์สักเท่าไหร่ ที่สำคัญผนังต้องแข็งแรง อย่างที่ร้านนี้ผนังทุกห้องใช้วิธีการสร้างแบบ ก่ออิฐ ฉาบปูน ทุกฝา ทางด้านฝ้าเพดาน ก็เป็นโครงเหล็ก C Beam ที่แข็งแรงมากๆ ไม่มีกระพือเวลาฟัง ไม่มีการสั่นใดๆ ทั้งสิ้น อีกข้อหนึ่งที่มองข้ามไปไม่ได้เลย ย่อมเป็นในเรื่องของอัตราส่วน ที่ต้องออกมาแบบว่าหารไม่ลงตัว อย่างเช่น 4×7 เป็นต้น เพดานก็ต้องสูงไว้ก่อน ยิ่งสูงยิ่งดี ได้เปรียบห้องเพดานเตี้ย มีการใช้ Diffuser บ้างพอสมควร…แล้วก็มีการใช้ตัวฟองน้ำซับเสียงที่เป็นแบบ Acoustics Foam บุธรรมดา โดยรวมแล้วเสียงที่ออกมาก็ถือว่าโอเคซึ่งในส่วนของห้องฟังที่ร้านผมก็ออกแบบเองทั้งหมด นอกจากนี้ในส่วนของระบบไฟฟ้าก็ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน ทางผมก็เลยให้คุณธีรวัฒน์ ที่สนิทกันมาดูแลตรงจุดนี้ให้สุดท้ายแล้วแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกันออกไปตามข้อจำกัดของสถานที่นั้นๆ แต่ผมว่าอย่าทำออกมาให้ทึบมากจะออกมาดูดีกว่า เพื่อให้เสียงมันออกมาแบบมีชีวิตชีวา

 

WHAT HI-FI? : อนาคตข้างหน้า ในฐานะที่คุณกิตติคุณ เป็นตัวจักรสำคัญของ Discovery HiFi  ได้วางแผนคิดไว้ให้ทาง Discovery HiFi มุ่งหน้าไปในทิศทางใดครับ?

คุณกิตติคุณ : ผมคิดว่าทุกวันนี้ตลาดเครื่องเสียงในบ้านเรามันกว้างมาก และหลากหลายซึ่งผมมองว่า Discovery HiFi นั้น ก็ไม่ได้ชำนาญไปหมดทุกเรื่อง ทุกสาขา ดังนั้นผมจึงคิดที่จะเน้นทำตลาดในแนวทางที่เราถนัดซะมากกว่า นั่นก็คือ ในส่วนของสินค้าดิจิตอลที่ทันสมัย ซึ่งเราทำตลาดมาโดยตลอดจนเชี่ยวชาญ รวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ของโลกดิจิตอลที่พัฒนาไปสู่จุดที่เหนือระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ฉะนั้นทางเราจึงต้องศึกษา และพัฒนาตัวเอง เพื่อก้าวทันเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ แล้วจึงนำเอาความรู้ต่างๆ มาใช้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที โดยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ถูกคิดค้นขึ้นนั้น ผมมองว่ามันไม่ได้ยากที่จะเรียนรู้ เพราะว่า นักคิดค้นนั้นมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมา เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายในการใช้งานของผู้บริโภคอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ระบบอินเตอร์เน็ตที่แทบจะมีใช้ทุกบ้านในเวลานี้ ซึ่งระบบ Network ของเครื่องเสียงก็ถูกพัฒนามาเพื่อ ควบรวม เข้าด้วยกัน โดยคำนึงถึงความง่ายต่อการใช้งานของผู้บริโภคเป็นหลัก อันเป็นจุดเด่นที่สุดของสินค้าในหมวดดิจิตอล

 

WHAT HI-FI? : ณ ขณะนี้ทราบว่า ทาง Discovery HiFi ได้มีการจับมือร่วมงานกันระหว่าง Mr.Kent Poon กับคุณกิ๊ก แห่ง Impression Studio คุณกิตติคุณพอจะเล่า หรือเปิดเผยอะไรให้เราฟังกันได้บ้างไหมครับ?

คุณกิตติคุณ : แทบจะเปิดเผยไม่ได้ (หัวเราะ) แต่ไหนๆ ขอมา ก็คงต้องเปิดแล้วละครับ เพราะคนอื่นๆ เขาก็บอกไปหมดแล้ว คงไม่น่าจะเป็นอะไรโปรเจ็คต์นี้ กินเวลามายาวนานหลายปีแล้ว คือ ผมเป็นเหมือนคนกลางที่รู้จักกับทุกๆ ฝ่ายในงานนี้ อย่าง Mr.Kent Poon ผมก็รู้จักมานานตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจแล้วก็เป็นเพื่อนกัน ส่วนทาง คุณกิ๊ก แห่ง Impression Studio ก็คุ้นเคยกันอยู่ เริ่มต้นผมเคยคุยกับ Mr.Kent มาก่อนหน้านี้แล้ว เพราะผมรู้จักเขาจากผลงานที่เขาทำ Mastering มาก่อน ในอัลบั้ม Audiophile Jazz Prologue ที่ทำให้ผมเปิดโลกทัศน์ และรับรู้ได้ว่าไฟล์ High Resolution ดียังไง ? สุดยอดยังไง ?

หลังจากนั้นก็ได้มีการคุยกันว่า น่าจะมีการทำอัลบั้มสักชุดที่เมืองไทย, บันทึกเสียงในไทย และมีคอนเซ็ปต์ที่สุดยอดทั้งในเรื่องของ เพลง, การบันทึกเสียง และคุณภาพเสียง ให้เป็นระดับ Reference เอาให้เป็นระดับที่ต้องมีติดไว้ในห้องฟังทุกที่…ก็คิดจะทำอยู่หลายปี จนปีหลังๆ มีเทคโนโลยี ไบนอรอล(Binaural) เกิดขึ้นมาพอดี ประกอบกับช่วงปีที่แล้ว Mr.Kent เดินทางมาเยี่ยมชมงานเครื่องเสียงที่ไทยพอดี ผมก็เลยออกปากชวนให้เค้าเอาเจ้าอุปกรณ์ที่บันทึกเสียงด้วยเทคโนโลยี ไบนอรอล นี้ติดมาด้วย พร้อมชักชวนให้ลองบันทึกเพลงที่ในไทยดู จากนั้นผมก็บอกเขาไปว่า ผมรู้จักกับคุณกิ๊ก จากค่าย Impression Studio อยากให้ลองฟังเพลงที่เค้าทำขึ้นมาดูว่า โอเครึเปล่า? เพลงสไตล์แบบนี้ใช้ได้ไหม? เผื่อจะได้ร่วมงานกัน…โดยที่คุยกันไว้ตอนแรก โปรเจ็กค์นี้จะทำขึ้นมาเพื่อขายไม่ใช่เฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น

แต่เราจะส่งอัลบั้มนี้ไปสู่ตลาดโลกแถมเป็นอัลบั้มแรกเลยก็ว่าได้ที่บันทึกที่ สตูดิโอ 28 ของคุณ วู้ดดี้ – สราวุธ พรพิทักษ์สุข ซึ่งขณะที่บันทึกเสียงกันนั้น สภาพสตูดิโอยังไม่เสร็จดีด้วยซ้ำ กำลังทาสีกันอยู่เลย แทบจะเมากลิ่นทินเนอร์กันจนกว่าจะบันทึกเสียงเสร็จ การดูแลโปรเจ็กค์นี้ก็ได้มือดีในการดูแลระหว่างการบันทึกถึง 3 คนที่นั่งคุมร่วมกันทั้ง Mr.Kent, คุณวู้ดดี้ และทีมงานชาวต่างชาติของเขาที่เตรียมมาประจำที่นี่อีกคนหนึ่ง ที่เคยทำ BBC มาก่อน (ขออภัยที่ผมจำชื่อไม่ได้) นี่ยังไม่นับรวม คุณกิ๊ก ที่ควบคุมเรื่องเพอร์ฟอร์มานซ์ของวง โดยอัลบั้มนี้นอกจากจะทำออกมาในรูปแบบ USB แล้ว Audiophile Recording in Bangkok, Thailand – Part 1 ในประมาณอีกสองเดือนคงจะได้เห็นเป็นรูปแบบ CD ที่คุณภาพแผ่นเหนือกว่า บลูสเปค ออกมาให้จับจองกัน แต่ในตอนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการผลิตที่ประเทศญี่ปุ่นอยู่ครับ

 DSC_4086

WHAT HI-FI? : กับลูกค้า หรือผู้ที่สนใจในการเล่นเครื่องเสียงในบ้านเรา จากประสบการณ์ของ คุณกิตติคุณ ที่ได้สัมผัสมา ณ ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหมครับ?

คุณกิตติคุณ : ผมคิดว่าเทคโนโลยีในทุกวันนี้มันพัฒนามาไกลครับ จากแต่ก่อนที่เราอาจจะฟังเพลงจาก Source ที่จำกัดอยู่แค่ แผ่นเสียง และซีดี ซึ่งต้องยอมรับว่า อย่างการเล่นแผ่นเสียงให้เป็นต้องใช้ทักษะเฉพาะตัวในความคุ้นเคยกับเครื่องอยู่บ้าง แตกต่างจากการเล่นในระบบดิจิตอล ที่ผมมองว่า กลางๆ ในการเรียนรู้ ไม่ยาก ไม่ง่าย แต่ก้าวหน้าไปเร็วทุกๆ วัน โดยจุดนี้ตัวลูกค้าเองผมมองว่า มีความแตกต่างจากเดิมเช่นกัน เนื่องจากมีความรู้ และทักษะพื้นฐานในการเล่นเครื่องเสียงดีมากขึ้น ศึกษามาแบบลึกซึ้งขึ้น รู้ข้อมูลรายละเอียดกว้างขึ้น เก่งขึ้น กว่าเดิมเช่นกัน

 

WHAT HI-FI? : ปัจจุบันสินค้าทางด้าน lifestyle ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น จึงรบกวนขอทราบถึงทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ของคุณกิตติคุณสักเล็กน้อยครับ?

คุณกิตติคุณ : Gadgets เป็นตลาดที่เติบโตเร็ว และมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ iPod เกิดขึ้นในโลกช่วงปี 2000 ทำให้วัยรุ่นหันมาฟังเพลงด้วยเครื่องเล่นพกพามากขึ้น แบรนด์บางแบรนด์ใหม่ๆ ก็เกิดขึ้น เช่น Astell&Kern ที่เปิดตัวขึ้นมาแล้วได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีตามที่ผมกล่าวไปข้างต้น…ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นสัญญาณที่ดี เพราะก่อนหน้าปี 2000 ตลาดเครื่องเสียงในบ้านเรานั้น แนวทางการซื้อถูกกำหนดทิศทางโดยผู้ผลิตรายใหญ่ๆ จากทั้งอเมริกา และยุโรป ณ ตอนนั้น ราคาเครื่องเสียงก็แพงขึ้นแบบก้าวกระโดด ชุดหนึ่งราคาเป็นล้านๆ ทำให้จำกัดคนเล่นอยู่แค่กลุ่มเล็กๆ ที่มีเงินจ่ายได้ในราคานั้น…พอตลาดเครื่องเล่นพกพา รวมไปถึงหูฟังเกิดขึ้น ในราคาที่กลุ่มวัยรุ่นซื้อมาฟังได้ ย่อมทำให้มีกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เกิดขึ้น โดยในระยะยาวพวกเขาเหล่านั้นก็มีแนวโน้มที่จะซื้อชุดเครื่องเสียงในอนาคตก็เป็นได้ ส่งผลให้ตลาดเครื่องเสียงอาจจะโตขึ้น และขยายตัวกว้างขึ้นกว่าเดิมอีกครั้ง

 

WHAT HI-FI? : ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่ๆ ดูจะพึงพอใจในความสะดวกสบายที่เทคโนโลยีดิจิตอลสามารถตอบโจทย์ความต้องการของเขาได้ทุกที่-ทุกเวลา การใช้เวลามานั่งฟังชุดเครื่องเสียงดีๆ เป็นกิจจะลักษณะเพื่อความผ่อนคลาย หรือเพื่อความบันเทิงดูจะยากขึ้นๆ สินค้าแบรนด์ไฮเอนด์ที่เดิมทีมีตลาดแคบอยู่แล้ว ก็ดูจะหดตัวมากขึ้น ทำตลาดลำบากขึ้นในเรื่องนี้ คุณกิตติคุณ มีความคิดเห็นเช่นไรครับ?

คุณกิตติคุณ : ความเห็นส่วนตัวของผมมองว่า ที่พวกเขาเหล่านั้นฟังเพลงแบบฉาบฉวยนั้น มีสาเหตุมาจากการที่พวกเขาไม่เคยลองสัมผัสถึงของจริงมากกว่า อย่างไรก็ตาผมเชื่อว่า ลูกค้าทุกๆ คนแม้ว่าจะเป็นหน้าใหม่ หรือผู้เริ่มต้นที่ไม่ได้มีความรู้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นใครทุกคนฟังเพลงเป็นอย่างแน่นอน แล้วพอเราได้ให้คำแนะนำแก่พวกเขา สาธิตเครื่องเล่นดีๆ ให้เขาได้ลองฟัง พวกเขาเหล่านั้นจะเข้าใจได้ว่า เครื่องดีๆ มันสามารถโชว์ศักยภาพได้ถึงระดับนี้ หลังจากนั้นพวกเขาจะมีแรงกระตุ้นในการฟังมากขึ้น อยากลองสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น สิ่งสำคัญของเพวกเขา คือที่ปรึกษาที่ดีซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ขายที่จำเป็นต้องแนะนำของที่เหมาะสมทั้งราคา และคุณภาพสำหรับผู้เริ่มต้น แบบทีละสเต็ป ไม่ใช่ก้าวกระโดดไปชุดสูงๆ เลยตั้งแต่แรกเริ่ม

 

WHAT HI-FI? : อยากทราบความคิดเห็นของคุณกิตติคุณ เกี่ยวกับฟอร์แมทของไฟล์เพลงระหว่าง แผ่นเสียงกับไฟล์ High Resolution ที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ครับ?

คุณกิตติคุณ : ส่วนตัวผมคิดว่า มันขึ้นอยู่กับความสะดวก และความชอบส่วนบุคคลมากกว่า…จริงๆ แล้วทุกฟอร์แมต ไม่ว่าจะเป็น ไฟล์, CD หรือแผ่นเสียง สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเสียงดนตรีแท้จริงแล้ว เราทุกคนต้องการฟังดนตรี ไม่ใช่ ฟอร์แมท เพราะฉะนั้นอะไรก็ได้ที่สามารถสร้างความสุขให้กับเราด้วยเสียงดนตรีก็พอแล้ว ดังนั้นฟอร์แมตย่อมไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาใส่ใจมากมาย จากประสบการณ์ส่วนตัวทุกฟอร์แมตมีทั้งดี และห่วยด้วยกันทั้งนั้น สำหรับผมถ้ามีเวลา สามารถพิถีพิถันอยู่กับมัน ผมก็เลือกฟังแผ่นเสียง, มีเวลากลางๆ ผมก็เล่น CD แต่ถ้าไม่มีเวลาก็ฟังไฟล์เพลง เพราะความสะดวก ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีเสน่ห์ในตัวของมันเองอยู่แล้ว สิ่งสำคัญของการเล่นเครื่องเสียง คือ มันเป็นงานอดิเรกที่คนฟังต้องได้รับความสนุก ได้รับประโยชน์ และได้รับความรู้จากกิจกรรมนี้ โดยไม่มีขีดจำกัดมาแบ่งแยก ผมมองว่า ถ้ามีขีดจำกัดมากั้นก็จะทำให้ความสนุกมันลดทอนลง

 

WHAT HI-FI? : มีคนพูดกันมาก เรื่องสภาพเศรษฐกิจและการเมืองในบ้านเราว่า ส่งผลต่อการทำธุรกิจต่างๆให้ซึมเซาไปอีกยาว เพราะคนไม่อยากจะใช้เงินกัน ธุรกิจด้านเครื่องเสียงก็ย่อมได้รับผลกระทบนี้ด้วย สภาพการณ์อย่างนี้ทาง Discovery HiFi โดยเฉพาะคุณกิตติคุณ มีแผนการรับมือไว้อย่างไรบ้างครับ?

คุณกิตติคุณ : การทำธุรกิจวันนี้ถือว่ายากยิ่งการทำธุรกิจเครื่องเสียงนั้นกว้างมาก ดังนั้นการที่เราจะทำอะไรต้องมุ่งเป้าหมายให้ชัดเจน ต้องวาง Positioning ให้เคลียร์ และแตกต่าง ซึ่งถ้ายกตัวอย่าง Discovery HiFi นักเล่นหลายๆ คน คงจะบอกว่า ที่นี่เชี่ยวชาญเรื่องดิจิตอล และ Music Server มาที่นี่ไม่ผิดหวังแน่นอน เชี่ยวชาญ ชำนาญ และทำมานาน โดยสิ่งสำคัญในแง่ของการทำธุรกิจด้านนี้ผมมองว่า ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และต้องแสดงตัวตนให้ชัดเจนว่า ถนัดด้านไหน ไม่ใช่เก่งไปหมดทุกเรื่อง ไม่อย่างงั้นก็จะเป็นเหมือนเป็ดที่ว่ายน้ำก็ได้, บินได้, เดินได้ แต่ไม่เก่งสักอย่างสำคัญที่สุด คือธุรกิจมันทำเหมือนเป็ดไม่ได้ มันต้องมีจุดยืนที่คุณเก่งสักอย่างเป็นตัวชูโรง ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่ทำได้ก็เป็นแค่องค์ประกอบที่รู้ไว้ไม่เสียหาย ยิ่งคุณแสดงตัวชัดเจนเท่าไหร่ในเรื่องไหน ? ลูกค้าก็จะเห็นคุณชัดในเรื่องนั้นมากขึ้นๆ ทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้านึกถึงคุณเป็นที่แรกในสิ่งที่คุณถนัด นั่นเป็นหัวใจสำคัญที่สุด

 DSC_4104

WHAT HI-FI? : ปิดท้ายกันตรงนี้ คุณกิตติคุณมีอะไรจะฝากไว้ไปถึงท่านผู้อ่าน และทางลูกค้าไหมครับ?

คุณกิตติคุณ : Discovery HiFi พยายามนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี หรือสินค้าอะไรใหม่ๆ ผมคิดว่าในแง่ของความทันสมัย เรื่องระบบดิจิตอล ระบบเน็ตเวิร์ก ที่ผมเชื่อว่า มันจะเป็นระบบของวันนี้ พรุ่งนี้ และต่อๆ ไปที่คุณหนีไม่พ้นแน่นอน เพราะมันอยู่รอบตัวเราในชีวิตประจำวันซึ่งมันถูกสร้างมาเพื่อตอบโจทย์ให้คนใช้ชีวิตง่ายขึ้น ฟังเพลงง่ายขึ้นโดยทางเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะรับใช้ในส่วนนี้ และพร้อมเป็นที่ปรึกษาให้ทุกคนเสมอครับ

 

WHAT HI-FI? : ขอบคุณมากครับ