What’s Executive?: กับคุณวุฒิ ลานรุ่งโรจน์ – ผู้บริหารระดับเซียนแห่ง Audio Excellence

What’s Executive?: กับคุณวุฒิ ลานรุ่งโรจน์ – ผู้บริหารระดับเซียนแห่ง Audio Excellence

IMG_2531

ถ้าคุณเป็นนักเล่นเครื่องเสียงที่เข้าวงการมาไม่น้อยกว่า 20 ปี และยิ่งเป็นคอเครื่องเสียงไฮเอนด์ระดับสุดขั้วด้วยแล้ว “Audio Excellence” ต้องเป็นบริษัทหนึ่งที่คุณต้องเดินเข้า-เดินออกนับครั้งไม่ถ้วน มิใช่แค่ยกหูโทรศัพท์เพื่อปรึกษาหารือเรื่องนั้นเรื่องนี้อย่างธรรมดาๆ เพราะว่าบรรดาแบรนด์ดังในฟากฝั่งเครื่องเสียงไฮ-เอนด์ที่“Audio Excellence” ถือสิทธิ์นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยนั้นเกินกว่า 20 ยี่ห้อเลยทีเดียวเชียวละครับ ดังนั้นในแต่ละเดือนย่อมที่จะมีรุ่นใหม่ที่น่าสนใจเข้ามาให้คอไฮเอนด์ระดับสุดขั้วได้มานั่งฟังกัน ไม่ว่าจะเป็น Aesthetix, Audio Illusions, Avalon, CEC, Conrad-Johnson, Dynavector, Krell, Magnepan, Lyra, Micromega, HALO/Parasound, PS Audio, Primare, PrimaLuna, Sumiko, Kiseki, Spendor, Spectral Audio, ASC Tubetrap, Vandersteen, VPI, etc.

ซึ่งต่อจากนี้ไป เป็นความคิดเห็นจากใจของคุณวุฒิ ลานรุ่งโรจน์ ที่แสดงออกถึงความเป็นตัวตนของเขาผู้นี้ได้อย่างชัดแจ้ง-ตรงไปตรงมา ….ลองอ่านดูแล้วคุณจะรู้ว่า ทำไมเขาจึงเป็นอีกผู้หนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจทางด้าน Audio Importer อย่างต่อเนื่องและยืนยาวมานับสิบๆ ปี กระทั่งบรรดาบริษัทผู้ผลิตทั้งในยุโรป อเมริกา รวมทั้งญี่ปุ่นรู้จักมักคุ้นเขาผู้นี้เป็นอย่างดี…

IMG_2486

What Hi-Fi? : จุดเริ่มต้นของ Audio Excellence มีความเป็นมาเป็นไปอย่างไรครับ?

คุณวุฒิ : เริ่มจากการเล่นเครื่องเสียงเหมือนคนอื่นทั่วไป…แต่ความไม่ธรรมดามันอยู่ตรงที่ว่าทางโรงงานกลับเป็นคนเอ่ยปากออกมาเองว่า เราเล่นหนักขนาดนี้ “ทำไมไม่กลับมาไทยแล้วเปิด Importซะเอง เลยล่ะ?” ซึ่งคนที่พูดกับผมก็คือ Luke Manleyจากบริษัท VTLที่เจอกันโดยบังเอิญในร้านเครื่องเสียงที่ LA.ผมไปที่ร้านนี้บ่อยมากจนสนิทกับเจ้าของร้านขนาดที่ว่า ถ้าจัดงานอะไรพิเศษเมื่อไหร่ต้องมีตามผมไปฟังด้วยตลอด…เนื่องจากในตอนแรกผมขออนุญาตเจ้าของร้าน เพื่อขออยู่ฟังด้วยเวลามีจัดงาน Trainingหรือ Workshopจากบริษัทเครื่องเสียงต่างๆ

IMG_2477

What Hi-Fi? : สำหรับการเลือกแบรนด์เครื่องเสียงเข้ามาจำหน่าย ทา ง Audio Excellence มีกฎเกณฑ์อย่างไรในการพิจารณาครับ?

คุณวุฒิ: ผมเลือกจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ และสามารถคุยติดต่อกับโรงงานโดยตรงได้เป็นสำคัญ รองลงมา คือดูว่า Designer ของแบรนด์นั้นๆ มีรสนิยมทางด้านเครื่องเสียงตรงกับเรารึเปล่า? สามารถจูนกันติดไหมเข้าใจในเรื่องนี้ดีจริงรึเปล่า? เพราะเครื่องเสียงถ้าคุณภาพตัวสินค้ามันดีจริงๆ อยู่แล้ว ก็เหมือนกับก๋วยเตี๋ยวที่ไม่ต้องปรุงรส ถ้าอร่อยจริงต้องไม่ขายแต่แบรนด์แต่กล่อง ต้องขายคุณภาพด้วย เพราะในวงการเครื่องเสียงระดับ Hi-end นั้น การบริการหลังการขายนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมาก ยิ่งการออกแบบมาหลังๆ ในยุคใหม่ เวลาเสียรอบหนึ่ง มันไม่ใช่แค่ว่าเปลี่ยนอะไหล่ตรงจุดนั้นแล้วก็กลับมาใช้ได้ในราคาค่าซ่อมที่ไม่แพง เพราะปัจจุบันเวลาจะเปลี่ยนอะไหล่ภายในซักรอบนึง เป็นเรื่องใหญ่มากต้องเปลี่ยนยกแผง ราคาก็แพงเป็นเงาตามตัวไปด้วย เพราะเขาไม่สต็อกอะไหล่ ดังนั้นแบรนด์หน้าใหม่ๆ ที่หวังมาตักตวงผลกำไรแบบระยะสั้นแบบ สองปี สามปี นั้นผมจะไม่มองเลย ไม่เอาเลย…

 

IMG_2527

What Hi-Fi? : ถ้าพูดถึง Audio Excellenceหลายๆ คนย่อมนึกถึงแผ่นเสียง และเครื่องเล่น เพราะแทบจะเป็นเจ้าแรกที่ริเริ่มทำสินค้าตัวนี้ก็ว่าได้ ช่วยเล่าในรายละเอียดตรงนี้ พร้อมกับเปรียบเทียบกับตลาดเพลงดิจิตอลที่กำลังมาแรงหน่อยครับ?

คุณวุฒิ : ความจริงแล้ว Audio Excellence ไม่กล้าเรียกตัวเองเป็นถึงขนาด ผู้ริเริ่ม หรือผู้ทำตลาดสินค้าตัวนี้เป็นเจ้าแรกๆ หรอกครับ เพียงแต่เราเป็นคนที่ขายสินค้าตัวนี้มาอย่างคุ้นเคยและยาวนานมากกว่า เริ่มตั้งแต่สมัยหัวเข็มยี่ห้อ Lyra และSumikoส่วน Turntableก็ VPIเลยในสมัยนั้น ทุกวันนี้แผ่นเสียงก็กลับมาทำตลาดได้อีกครั้ง ทั้งที่ในสมัยก่อนไม่ค่อยมีคนจะสนใจมันสักเท่าไหร่ ทางเราก็ขายได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ตามสภาพ แต่พอมามองดูทุกวันนี้ เท่าที่ผมรู้มา RTI บริษัททำแผ่นเสียงชื่อดังในประเทศสหรัฐอเมริกา กลับมียอดปั๊มแผ่นออกมาร่วม 17 ล้านแผ่น นั่นเป็นแค่จำนวนแค่บริษัทเดียวนะครับ ซึ่งเมื่อมองดูแล้วก็น่าตกใจไม่น้อย ที่ฟอร์แมตนี้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง สำหรับตัวผมเองนั้นไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่นัก เพราะผมชอบฟังเพลงในรูปแบบแผ่นเสียงอยู่แล้ว มันรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่จับต้องได้มากกว่า มันจริงกว่า อย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ตลาดไฟล์เพลง High Resolution นั้นมาแน่ และมีทีท่าจะจะมาแรงด้วย ในจุดนี้ผมกลับมองว่า ในความเป็นจริงแล้ว ไฟล์เพลง Hi-Res เก่าๆ ที่ถูกนำออกมานำใหม่นั้น มันไม่ใช่ของจริงอย่างที่เข้าใจกันหรอก เพราะว่า ถ้าหากจะเป็น Hi-Resระดับ 24-bit ของจริงแล้ว มันจะต้องเป็นมาตั้งแต่ต้นทาง เริ่มตั้งแต่การอัดเสียง แม้แต่อุปกรณ์อย่างไมโครโฟน ก็ต้องเป็นระดับ High Resolution ด้วย อย่างนั้นสิถึงจะเรียกว่าของจริง ซึ่งในปัจจุบันมีหลายเจ้าที่นำเพลงเก่าๆ มาขาย พร้อมโปรโมทว่าทำในรูปแบบ High Resolution แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ เพราะว่า ในสมัยนั้นจะมีเครื่องไม้ เครื่องมือ ที่ไหน มาทำการบันทึกในรูปแบบนั้นได้…ต่อให้คุณจะ Upsamplingไปให้ไฟล์นั้นๆ มีตัวเลขที่โชว์สูงมากเพียงใดแต่ถ้าต้นทางมันไม่ดี ไม่ได้มีคุณภาพเสียงในระดับนั้น ต่อให้ไปปรุงแต่งปรับปรุงทำซ้ำ ต่อเติม แก้ไขยังไง ก็ไม่สามารถเพิ่มคุณภาพไปมากกว่านั้นได้…เหมือนกับการถ่ายเอกสารนั่นแหละ ต้นทางมายังไงออกมาก็ได้ไปแบบนั้น…

ในทางกลับกันผมเคยได้มีการพูดคุยกับ Sound Engineer นับ 10 คน (อาทิ เช่น Bernie Grundman และ Kevin Iverson) เป็นต้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ปรากฏว่า ทุกคนกลับบอกว่าฟอร์แมตที่หลายๆ คนลืมไปแล้วอย่าง DVD Audio กลับเป็นฟอร์แมตที่ให้คุณภาพเสียงได้ดีกว่า SACD และไฟล์ High Resolution ด้วยซ้ำ เพราะขนาด DSD ยังมีการลด Bit ลงเลย ในขณะที่เราไม่ได้เปิดเสียงดังในระดับที่มันจะถ่ายทอดข้อมูลออกมาเต็มที่ สู้ PCM ยังไม่ได้เลย ถ้ามองในแง่ของธุรกิจแล้วทุกอย่างก็เป็นเหมือนการตลาดทั้งนั้น ยิ่งของประเภทดิจิตอลพวกนี้ราคาตกไว มาไว ไปไว ต้องเลือกซื้อกันดีๆ ควรระมัดระวังอย่างสูงเลยทีเดียวเพราะสินค้าพวกนี้ราคามักจะ “แข่งกันแพง”…

นอกจากนี้ตลาดของ High ResolutionAudio ก็มีจุดบอดที่ใหญ่มากอีกหนึ่งเรื่อง นั่นก็คือ “ไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์” ที่ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า คนที่นิยมฟังเพลงแบบ High Resolution กว่าครึ่งในปัจจุบัน มักจะหาดาวน์โหลดไฟล์เพลงระดับนี้กันมาได้แบบฟรีๆ ไม่ต้องจ่ายเงิน ซึ่งจุดนั้นเอง จะเป็นการทำลายศิลปินไปในตัว เพราะคุณไม่อุดหนุนพวกเขา แล้วพวกเขาเหล่านั้นจะเอาอะไรกิน จะหาแรงบันดาลใจมาสร้างสรรค์ผลงานจากที่ไหน ในเมื่อทำเพลงออกมาเป็น CD แค่ 1,000 แผ่น อีก 1 เดือนต่อมามีให้โหลดกันไปทั่ว แถมมีวางขายตามท้องถนนมากกว่าจำนวนที่ปั๊มออกมาเองอีก ปัจจุบันเราจึงมักเห็นศิลปินหลายๆ คน หนีไปออกงานเป็น คอนเสิร์ตแสดงสดมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อเพิ่มรายได้จากตรงนี้

IMG_2509

What Hi-Fi? : มองตลาด HI-FI เมืองไทยในอนาคตว่าจะเป็นไปในทิศทางใดครับ?

คุณวุฒิ : ส่วนตัวผมมองว่า ตลาดเครื่องเสียงในไทย ก็ยังคงมีความเคลื่อนไหวอยู่เช่นเดิมนะครับ เครื่องก็ยังคงขายได้อยู่โดยเฉพาะตลาดเครื่องที่มีราคาแบบ Extreme Hi-End ไปเลย ต่างกับสินค้าที่มีราคากลางๆ ไม่แพงมาก กลับจะอยู่ลำบากมากขึ้น…ยิ่งเฉพาะตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วด้วยนี่ยิ่งหนักเลย เพราะต้องลงทุนลงแรงไปเยอะ ทั้งตัวร้านเองก็ดี หรือแม้แต่เรื่องการแบกรับภาษีนำเข้าก็ด้วย (กำลังจะขึ้นไปเป็น 10%) เพราะว่า “ผู้นำเข้าเถื่อน” หรือพวก Grey Marketมักจะมีการนำเครื่องหิ้วเข้ามาขายตัดราคากันเยอะแยะมากมายในเว็บไซต์ นับวันยิ่งมีมากเจ้าขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ความจริงแล้ว เป็นการกระทำที่ไม่ถูกไม่ควรเท่าไหร่ ซึ่งผมมองว่า ภายภาคหน้าต่อไปจะเป็นปัญหาระยะยาว และเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อมีการเปิดพอร์ทการค้า AEC ขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากลูกค้าก็จะหันไปมองสินค้าที่หิ้วมาจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นๆ จึงอยากให้คนในวงการ รวมไปถึงสื่อมวลชนร่วมมือกัน ช่วยกันใส่ใจในเรื่องนี้ให้มากขึ้น ไม่งั้นต่อไป Dealer ต่างๆ จะหายไป และถอยกลับไปสู่การขายตรง เพื่อลดภาระค่าช็อปหน้าร้าน…แล้วค่อยไปแข่งกันที่การบริการว่าเจ้าไหนทำได้ดีกว่ากันอีกทีนน็

IMG_2479

What Hi-Fi? : มีแผนที่จะดึงแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาในเร็วๆ นี้ไหมครับ?

คุณวุฒิ : คงจะยังไม่มีแผนในเร็วๆ นี้ เพราะผมต้องพิจารณาในหลายๆ เรื่อง ทั้งความน่าเชื่อถือ และระบบการเซอร์วิสลูกค้าในระยะยาว โดยแบรนด์ล่าสุดที่นำเข้ามาก็กินระยะเวลามากว่า 3 ปีแล้ว ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในวงการมานาน และมีความเชื่อถือได้อย่างสูง นั่นก็คือ Parasound

 IMG_2472

What Hi-Fi? : แล้วมุมมองเกี่ยวกับตลาด Home Theatre ล่ะครับ คิดว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป?

คุณวุฒิ : ความเห็นส่วนตัวผมมองว่า ตลาด Home Theatre น่าจะใกล้มาถึงจุดจบแล้ว เพราะลูกค้าจะแบกภาระค่าอุปกรณ์ที่มากชิ้นมากขึ้นๆ เรื่อยๆ ตามระบบไม่ไหว สุดท้ายสัก 3 ปี…ผมมองว่าน่าจะย้อนกลับมาหากินใหม่ด้วยการเปลี่ยนฟอร์แมทอีกรอบหนึ่ง ต่างกับระบบไฮ-เอนด์ 2 แชนแนลโดยสิ้นเชิงที่อยู่ยงคงกระพันอย่างไงอย่างงั้นไปตลอด

IMG_2501

What Hi-Fi? : แบรนด์ใดของ Audio Excellence ที่ทำยอดขายดีที่สุดครับ?

คุณวุฒิ : มันน่าแปลกที่ของที่ขายดีทาง Audio Excellenceกลับจะไม่ค่อยมีขายตลอด เพราะต้องรอสินค้าส่งมาจากทางโรงงานนานมากๆ ทั้งที่ออร์เดอร์ไปตั้งนานแล้ว ถ้าให้จะตอบจริงๆ แล้วคงจะไม่พ้น “VPI”นั่นเอง ส่วนอีกแบรนด์นึงที่ลูกค้าสนใจไม่แพ้กัน คือ “Krell”

What Hi-Fi? : แล้วสินค้าจากแบรนด์ใดที่ คุณวุฒิ มีความชื่นชอบเป็นพิเศษครับ?

คุณวุฒิ : ก็คงเป็น VPI, Magnepan และ Krell รวมไปถึงแบรนด์อื่นๆ ที่ผมเลือกมาจำหน่าย เพราะความมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงของแต่ละบริษัททำให้ผมมีความอุ่นใจ รวมไปถึงวิสัยทัศน์ และทัศนคติที่ไม่เปลี่ยนไปจากเดิมแม้เวลาที่ดำเนินธุรกิจร่วมกันจะผ่านมานับสิบปีแล้วก็ตาม แบบที่ว่า ถามคำถามใดไปเมื่อสิบปีที่แล้ว คำตอบที่ได้มาก็ยังคงเป็นแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง…ย้อนกลับไปเมื่อในอดีต ผมสนิทกลับ Marketing คนหนึ่งของทาง Krell มาก ซึ่งผมกล้าพูดได้เลยว่า Audio Excellenceมีทุกวันนี้ได้ก็เพราะคนๆ นี้มีส่วนอยู่ด้วยอย่างมาก เขามีชื่อว่า Dean Roumanis เป็นที่น่าเสียดายว่า อายุเขาสั้นและจากไปก่อนวัยอันควรด้วยโรคหัวใจที่เป็นโรคประจำตัวประมาณช่วงปี 2000ต้นๆ …เรื่องราวดังกล่าวมีที่มาจากเมื่อช่วงปีค.ศ.1997ที่ประเทศไทยประกาศลดค่าเงินบาท เขาเป็นคนสอนว่าให้ผมดำเนินธุรกิจแบบไปในทิศทางไหน…พอผมกลับมาก็เชื่อและทำตามที่เขาพูด เปิดร้านขายให้ทุกคนที่เดินเข้ามา…จนเราทั้งคู่ยังเคยมีการพูดเล่นกันอยู่เลยว่า อยากย้อนไปในปีนั้น เนื่องจากยอดขายแทบจะเรียกได้ว่า “บ้าไปเลย” ทั้งๆ ที่ประเทศไทยกำลังประสบวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ผมกลับทำยอดขายได้เป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย ชนะทั้งจีนและฮ่องกง แม้ในช่วงเวลาที่ผมประสบปัญหาเรื่องการเงิน แต่จำเป็นต้องสั่งของเข้ามาขาย ก็ได้เขานี่แหละช่วยจัดการให้ รวมไปถึงการสั่งของในราคาที่พิเศษสุดๆ ที่ไม่สามารถลดให้ Dealer เจ้าอื่นๆ ในราคานี้ได้อีกด้วย

IMG_1990

What Hi-Fi? : สุดท้ายนี้ช่วยฝากอะไรถึงผู้อ่านสักเล็กน้อยครับ?

คุณวุฒิ : การบริหารบริษัทเครื่องเสียงนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด อยู่ที่คุณจำเป็นต้องรู้จักการบริการ รวมไปถึงรู้จุดอ่อนจุดแข็งของแบรนด์ที่คุณถืออยู่ หากเน้นแต่เรื่องการทำธุรกิจมากเกินไป เน้นแต่ยอดขายเหมือนโด๊ปยา สองสามปีแรก…ใช่ คุณจะได้ในสิ่งที่คุณต้องการ แต่พอเวลาผ่านไปหลังจากนั้นยอดขายก็จะย้อนกลับมาเงียบอีกครั้ง เพราะขาดความใส่ใจในส่วนอื่นไป ดังนั้นผมจึงมุ่งเน้นไปที่การบริการที่มีประสิทธิภาพเป็นสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ตราบมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ผมสามารถยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้ ส่วนแผ่นเสียงซึ่งเป็นฟอร์แมทเพลงที่ผมชื่นชอบนั้น ก็อยากให้ทุกๆ คนหรือแม้แต่คนที่เพิ่งเริ่มสนใจ ช่วยกันอุดหนุน และอนุรักษ์สิ่งนี้ให้อยู่คู่กับวงการไปนาน อย่างน้อยก็เป็นอีกทางที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับศิลปินที่เราชื่นชอบได้อีกทางด้วย

What Hi-Fi? : ขอบคุณมากครับ…สวัสดี