…The Ones หนึ่งนี้ “ดัง” ในอดีต… :

…The Ones หนึ่งนี้ “ดัง” ในอดีต… 

Technics SL-1200mkII

The Most Famous Turntable !!

 

 

มงคล อ่วมเรืองศรี

 maxresdefault

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในการเล่นแผ่นเสียง นี่คือเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่คุณต้องเคยรู้จักในชื่อเสียงของมัน และยิ่งคุณเคยผ่านงานการเป็นดีเจมาด้วยแล้ว นี่คือเครื่องเล่นแผ่นเสียงระดับท้อปที่คุณต้องเคยได้สัมผัสกับการใช้งานของมันมาแล้วสักครั้งในชีวิต

หากจะว่าไป ในโลกของการเล่นแผ่นเสียงนั้นไซร้ – ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “Technics SL-1200mkII” เครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ได้ชื่อว่า “สุดยอดนิยม” ของคนดีเจ จนทำให้หมู่ชนผู้นิยมไวนิลพากันซื้อหามาใช้งานกันอย่างแพร่หลาย กระทั่งกลายเป็นหนึ่งในเทริ์นเทเบิลระดับตำนานที่ยังยืนยงคงอยู่ตราบจนทุกวันนี้

“Technics SL-1200mkII” มีดีอะไร? ถึงได้สามารถสร้างชื่อลือเลื่องซะขนาดนั้น … “Technics” ถือเป็นแบรนด์หนึ่งของบริษัท มัทซึชิตะ อิเล็กทริค (Matsushita Electric Co.,Ltd.) ในญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันคุณอาจคุ้นเคยกับชื่อของ Panasonic ซะละมากกว่า ทว่าในอดีตนั้น Technics นับเป็นแบรนด์เนมสำคัญที่ทางบริษัทแม่เจาะจงใช้กับผลิตภัณฑ์ทางด้านเครื่องเสียงโดยเฉพาะ ในขณะที่ “SL-1200mkII” ก็คือรุ่นหนึ่งในอนุกรม (series) ของผลิตภัณฑ์อันเกี่ยวข้องกับเครื่องเล่นแผ่นเสียง ซึ่งจริงๆ แล้วต้องบอกว่า มีที่มาจากจุดเริ่มต้นสานพานการผลิตกับรุ่น“SL-1200” นับเป็นปฐมบทตั้งแต่เดือนตุลาคมปีค.ศ.1972 ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมาสู่เจนเนอเรชั่นที่ 2 ด้วยเป้าประสงค์เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานแบบ PA ของเหล่าดีเจกับรุ่น “SL-1200mkII” ในปีค.ศ.1978 จนมาสิ้นสุดยุติการผลิตเอาเมื่อปีค.ศ.2010 ด้วยสถิติยอดจำหน่ายรวมแล้วสูงถึงกว่า 3 ล้านยูนิต !!!

ทั้งนี้ก่อนหน้าที่จะมี “SL-1200” ถือกำเนิดขึ้นมา Technics เองก็ได้พัฒนาเครื่องเล่นแผ่นเสียงในแนวทางของตนเองมาแล้วก่อนหน้า นั่นคือการใช้ระบบขับหมุนตรงจากมอเตอร์ อย่างที่เรียกว่า Direct Drive system (DD) อันนับเป็นระบบขับหมุนที่แตกต่างจากระบบขับหมุนยอดนิยมที่ใช้กันแพร่หลายในขณะนั้น นั่นคือ Belt Drive system …อย่างชนิดฟ้ากับเหวทีเดียวเชียวละ

“SL-1200” นั้นต่อยอดระบบขับหมุนโดยตรงแบบ Direct Drive system จาก SL-1100 ทว่าได้รับการ “ยกระดับ” ความแม่นยำ-เที่ยงตรงของรอบหมุนด้วยการใช้ผลึกควอทซ์เข้ามาควบคุม อย่างที่เรียกว่า Quartz Locked control ทั้งยังได้รับการพัฒนาในส่วนของโทนอาร์มขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ และมาได้รับการปรับปรุงจนลงตัวอย่างมากในรุ่น “SL-1200mkII” กระทั่งกลายเป็นแบบอย่างไปสู่เจนเนอเรชั่นต่อๆ มา โดยไม่เคยเปลี่ยนรูปลักษณ์ จนมาสิ้นสุดเอาในรุ่น SL-1200mk6 เป็นการปิดท้ายรายการของ SL-1200 series

…จึงพูดได้ว่า “SL-1200mkII” นั้น-ไม่ธรรมดา-เพราะว่า”มีดี”อยู่ในตัว ทั้งในแง่ของระบบการทำงานและโทนอาร์ม อันมีรูปลักษณ์คล้ายกับตัว “เอส” (S) กลายๆ …แล้วเหตุไฉน-ทำไมจึงทำให้ “SL-1200mkII” เป็นที่นิยมใช้งานในหมู่ดีเจทั้งหลาย – อันนี้ก็สืบเนื่องจากความที่ “SL-1200mkII” นั้นใช้ระบบขับหมุนโดยตรงจากมอเตอร์นั่นแล การใช้ระบบขับหมุนแบบนี้ทำให้ ”แท่นวางแผ่นเสียง” หรือ แพลตเตอร์ (platter) มีแกนหมุนที่เป็นส่วนเดียวกับแกนของมอเตอร์เลยทีเดียว ทำให้ได้รับ “แรงบิด” ที่สูงตรงจากมอเตอร์ชนิดทันทีทันใดไม่มีสูญเปล่า ส่งผลให้ได้มาซึ่ง “รอบหมุน” ตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็น 33 1/3 หรือ 45 รอบต่อนาทีได้อย่างทันใจภายในแค่ชั่วเสี้ยววินาทีเท่านั้น (ว่ากันว่า SL-1200mkII สามารถทำรอบสปีด 33 1/3 ได้ใน 0.7 วินาทีเท่านั้นจากสภาพหยุดนิ่ง)

800c18992827e23e9ac615dca1060678

เทียบกับระบบขับหมุนแบบ Belt Drive system ที่จำเป็นต้องมี “สายพาน” เข้ามารับหน้าที่เป็น-ตัวกลาง-ส่งแรงขับหมุนจากตัวมอเตอร์ไปยังแพลตเตอร์อีกที จึงทำให้ความเร็วของ “รอบหมุน” นั้นต้องใช้เวลาอยู่บ้าง ทำให้ “ช่วงจังหวะ” ของการเรียงร้อย-ต่อเพลงของดีเจนั้นทำได้ไม่ทันคั่งใจที่ต้องการ… อีกทั้งเมื่อผ่านระยะเวลาการใช้งานไปนานๆ ระบบสายพานจำเป็นต้องมีการดูแล-ปรับเปลี่ยนสายพานที่มีสภาพหย่อนคล้อย ซึ่งในสถานการณ์ใช้งานอย่างดีเจที่มักจะมิใช่การใช้งานแบบมือเดียว-คนเดียว การใช้ระบบขับหมุนแบบสานพานจึงนับเป็นเรื่องยุ่งยาก ไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวง

ระบบขับหมุนแบบ Direct Drive system จึงตอบโจทย์ความต้องการของดีเจได้อย่างตรงใจ อีกทั้งโทนอาร์มรูปตัว “เอส” (S) กลายๆ (ที่มาพร้อมกับการถอดเปลี่ยนกะโหลกเฮดเชลล์สุดเท่ได้ง่ายๆ) ซึ่งได้รับการติดตั้งสำเร็จและปรับตั้งเป็นมาตรฐานจากโรงงานของ SL-1200mkII นั้น ก็นับว่าให้ “ความยืดหยุ่น” ต่อการเลือกใช้งานได้กับหัวเข็มได้หลากหลาย และยังสามารถปรับตั้งระดับสูง-ต่ำของฐานโทนอาร์ม เพื่อความเหมาะสมของค่า VTA ต่อหัวเข็มแต่ละรุ่น-แต่ละยี่ห้อทำได้ง่ายดายราวกับ shift-on-the-fly ทำให้เอื้ออำนวยต่อการถอดเปลี่ยนหัวเข็มไปตามความชื่นชอบเฉพาะตัวของดีเจแต่ละคนมีความสะดวกในการปรับตั้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งความถูกต้องของคุณภาพเสียง

เมื่อ “SL-1200mkII” เป็นที่ยอมรับกันในหมู่ดีเจ ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับงานในลักษณะของโปรเฟสชั่นแนลที่จำเป็นต้องเลือกใช้ “ของ” ที่มีความทนทาน เปิดใช้งานต่อเนื่องกันข้ามวันข้ามคืนโดยไม่ลดทอนสมรรถนะและประสิทธิภาพ อีกทั้งยังไม่ต้องการประคบประหงม-ทนุถนอมดุจไข่ในหินขณะใช้งาน หรือหากเกิดความชำรุดเสียหายขึ้นมาก็สามารถตรวจซ่อมได้ไม่ยุ่งยาก รวมไปถึงตำแหน่งของปุ่มต่างๆ ก็ล้วนสังเกตได้ง่าย ไม่สร้างความสับสน เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เหล่านักเล่นแผ่นเสียงที่มองหาเครื่องเล่นแผ่นเสียงดีๆ ราคาไม่แรง พากันหันมามอง “SL-1200mkII” …แล้วก็ไม่รู้สึกผิดหวังหลังได้ใช้งาน

ทั้งนี้ในประเทศญี่ปุ่นเองนั้น ขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องการสร้าง “ของดี” ให้คนในประเทศขงเขาได้ใช้งานกัน “SL-1200mkIII” จึงถือกำเนิดขึ้นในปีค.ศ.1989 เพื่อจำหน่ายแต่จำเพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ด้วยการใช้ระบบไฟฟ้า AC 100 V แต่เพียงเวอร์ชั่นเดียว (ไม่มี voltage selector) บวกกับการปรับเปลี่ยนสายนำสัญญาณขาออกมาเป็นแบบ OFC พร้อมด้วยขั้วเสียบต่อแบบ RCA ที่ชุบเคลือบทองอย่างดี ทำให้หลายต่อหลายคนจึงเลือกที่จะเสาะหา “SL-1200mkIII” มาใช้งาน …แต่ต้องไม่ลืมว่า จำเป็นต้องหา step-down power transformer มาใช้ควบคู่กันด้วยนะจ๊ะ อย่าเผลอไปเสียบปลั๊กฟ้าเข้าเครื่องของเจ้า SL-1200mkIII กับเต้าเสียบไฟบ้าน 220 โวลต์ (หรือ 117 โวลต์ ก็ตามที) เข้าล่ะ 555

สำหรับท่านที่สนใจในแบบฉบับ “Japanese vision only” ของ Technics SL-1200 นั้น มิได้สิ้นสุดหยุดลงตรงแค่ “mkIII” เท่านั้น หากยังคงก้าวต่อไปสู่ความเป็น  “mk4” ซึ่งก็เจาะจงการผลิตออกจำหน่ายแต่จำเพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น เฉกเช่นเดียวกับ “mkIII” แต่ทว่าครานี้เป้าประสงค์ของการออกแบบ มุ่งตรงไปสู่ตลาดระดับไฮ-เอ็นด์ หรือ ออดิโอไฟล์เป็นสำคัญ (มิใช่รองรับสำหรับดีเจ) ทั้งยังได้ “เพิ่มเติม” ปุ่มกดสำหรับสปีด 78 RPM มาให้ด้วย เอื้ออำนวยความสะดวกต่อการเล่นแผ่นครั่ง หรือแผ่นเสียงโบราณอันทรงคุณค่า อ้อ…สายสัญญาณขาออกก็ติดตั้งมาเป็นแบบถอดเสียบได้ (removable RCA) อีกด้วยนะ

Innovative-Audio-Technics-SL-1200-MK-II-A-cartridge-1

นอกจากนี้ สำหรับท่านที่ปรารถนาประเภทที่เป็น Special models ของ Technics SL-1200 นั้น ก็จะมีที่เป็น limited edition versions ซึ่งชิ้นส่วนที่เป็นโลหะ (รวมทั้งโทนอาร์ม และปุ่มกดต่างๆ) จะได้รับการชุบเคลือบด้วยทอง 24 เค โดดเด่นสะดุดตา ภายใต้ชื่อรุ่นว่า  “SL-1200LTD” ที่ผลิตออกจำหน่ายเพียง 10,000 ยูนิตเท่านั้น ในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีของ Technics SL-1200 เมื่อปีค.ศ.1997 โดยยึดพื้นฐานของ “SL-1200mkIII” มาปรับปรุง

ต่อมาในปีค.ศ.2004, “SL-1200GLD” ก็ได้รับการผลิตออกจำหน่ายในแบบฉบับ limited edition versions แต่ทว่าครานี้มีจำนวนการผลิตจำกัดเพียงแค่ 3,000 ยูนิตเท่านั้น ซึ่งครึ่งหนึ่งถูกผลิตเพื่อการส่งออกไปจำหน่ายในตลาด USA โดยเฉพาะ อีกครึ่งหนึ่งจึงจะกระจายออกไปจำหน่ายทั่วโลก ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อเร็วๆ นี้เองทาง Panasonic ได้แถลงข่าวถึงการ “เปิดตัว” ของ Technics SL-1200 ในแบบฉบับ Grand Class ที่ได้รับการจัดทำเป็น 2 เวอร์ชั่นให้เลือก :- SL-1200G กับ SL-1200GAE ซึ่งจะต่างกันตรงที่ “SL-1200GAE” นั้นจะเป็นแบบ  super limited edition versions ที่มีจำนวนจำกัดเพียงแค่ 1,200 ยูนิตเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 50 ปีของ Technics SL-1200

…จำได้ว่า Steve Jobs นั้นใช้เทริ์นเทเบิ้ลของ Michell ทว่าในภาพยนตร์สุดดังอย่าง Mission Impossible ภาคล่าสุดก็ยังมี “Technics SL-1200mkII” เข้ามาเกี่ยวข้อง คิดดูก็ละกัน 5555

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..