…The Ones หนึ่งนี้ “ดัง” ในอดีต…: SONY MDR-E484

…The Ones หนึ่งนี้ “ดัง” ในอดีต… 

SONY MDR-E484

Earbud Headphone

มงคล อ่วมเรืองศรี

 20111231190738

หูฟัง (Headphone) นับเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการรับฟังในลักษณะที่มีความเป็นส่วนตัว ซึ่งความจริงแล้ว “หูฟัง” นั้นทำหน้าที่ทดแทนระบบลำโพง หรือ Speaker System ในระบบเครื่องสียงแบบตั้งโต๊ะนั่นเองละครับ เพียงแค่ว่าย่อขนาดลงมา ทว่า “หูฟัง” ยังคงต้องทำหน้าที่ตอบสนองต่อช่วงความถี่เสียงอันกว้างขวางไม่ต่างจากระบบลำโพง

 

ปัจจุบัน-หูฟัง-ได้รับความนิยมสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ผันแปรตามความชื่นชอบในความสะดวกสบายที่อุปกรณ์สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่พร้อมมอบให้ จากการรับฟังไฟล์เพลงดิจิตอลได้ในทุกที่-ทุกเวลา-ทุกสถานการณ์ กระทั่งกลายเป็น

ชื่นชอบของคนรุ่นใหม่ๆ ที่

เครื่องเล่นแบบพกพาทั้งหลาย ยิ่งในยุคปัจจุบันที่เครื่องเล่นแบบพกพาได้ถูกพัฒนาจนมีความหลากหลายในรูปแบบ รวมถึงขนาดตัวเครื่องที่เล็กลงๆในทุกๆวันที่ผันผ่านไป จากแต่ดั้งแต่เดิมที่ต้องยอมรับให้กับอุปกรณ์ที่รู้จักกันดีไปทั่วทั้งโลกในนามว่า “Walkman” ซึ่งเป็นเครื่องเล่น (และบันทึกได้ในบางรุ่น) เทปคาสเสทท์ขนาดพกพา (เหมาะสำหรับการคาดเอว) ของ SONY (ทว่าในบ้านเราถูกใช้ชื่อเรียกขานว่า Soundabout) นั่นแล ให้เป็นบรรพบุรุษ หรือ ต้นตำหรับสำหรับเครื่องเล่นแบบพกพา หรือ Portable Stereo

 

ผมเองยังจำได้ดีว่า ในเวลานั้นโลกทั้งโลกฮือฮามากแค่ไหนกับการอุบัติขึ้นของ “Walkman” เฉพาะอย่างยิ่งวัยรุ่นวัยวุ่นทั้งหลาย “Walkman” กลายเป็นอุปกรณ์แฟชั่นยอดฮิตสุดฮอตที่ “ต้องมี” ไม่ต่างจาก “มือถือ” ในปัจจุบัน แม้แต่ตัวผมเองก็ยังมีไว้ในครอบครองกับเขาเช่นกัน และก็กล่าวได้ไม่ผิดความจริงว่า “Walkman” นี่แหละที่ทำให้เกิดพัฒนาการของหูฟังเป็นอย่างมากติดตามมา ความจริงนั้น “Walkman” แต่ละเครื่อง ก็จะมีหูฟังประจำรุ่นแบบ earbud มาให้ด้วยเสร็จสรรพแบบ supplied accessories อยู่แล้ว แต่ด้วยความที่คุณภาพของหูฟังประจำรุ่นที่ถูกจัดให้มานั้น น่าจะไม่เหมาะสมกับสมรรถนะของ “Walkman” ที่ซื้อหามาใช้งานนัก จึงจำต้องเสาะหาหูฟังที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าที่มีอยู่เดิมมาทดแทน

 

ในสมัยนั้นย้อนกลับไปสัก 20 กว่าปี ย่านคลองถมและสะพานเหล็กนับเป็นแหล่ง “หาของ” อุปกรณ์เสริมต่างๆ นอกเหนือจากเครื่องเล่นสารพัดรุ่นที่ “หิ้ว” กันเข้ามาขายอยู่แทบจะทุกร้าน และยังสามารถ “สั่ง” ได้หากต้องการในบางรุ่นที่ยังมิได้มีจำหน่าย แต่ก็ต้องใจเย็นรอคอยอยู่เป็นเดือน ผมเองก็ชอบที่จะใช้เวลามาเดิน “ดูของ” ทั้ง “Walkman” และ หูฟังรุ่นใหม่ๆ รวมทั้งไปเสาะหาเทปคาสเสทท์เปล่า (blank tape) ยี่ห้อต่างๆมาทำการถ่ายบันทึกเสียงเพลงโปรดจาก CD และแผ่นเสียง (เผื่อไว้ฟังเวลาเดินทาง) แล้วมาเปรียบเทียบกันว่า รุ่นไหน ยี่ห้อไหนให้คุณลักษณ์ไปทางใด แล้วบรรยายสรรพคุณเป็นบทความลงนิตยสาร โดยใช้ TASCAM 122 mk II เป็นเครื่องบันทึก

 

ยังจำได้ว่า ก่อนหน้าที่จะมี “Walkman” ออกมาแพร่ระบาดนั้น หูฟังที่ใช้งานกันอยู่จะมีอยู่ 2 รูปแบบเท่านั้น ไม่เป็นแบบครอบหู ก็เป็นแบบแปะหู ส่วนแบบสอด หรือ แยงเข้าไปในรูหูแบบ in-ear ที่นิยมอยู่ในเวลานี้นั้น ยังเป็นแบบที่เขาไว้ใช้สำหรับคนหูตึง หรือ คนแก่ๆเท่านั้น และมีอยู่เพียงข้างเดียวเสียด้วย ทั้งยังคงมิได้มีพัฒนาการทางเสียงที่ดีเทียบเท่าในทุกวันนี้แน่นอน นัยว่าการสอด-แยงเข้าไปในรูหูนั้น เพื่อมิให้หลุดออกได้โดยง่ายนั่นเอง (มิใช่ว่าเป็นเพราะยิงเสียงตรงเข้าประสาทหู คุณภาพเสียงจะได้ความครบถ้วนยิ่งกว่า อย่างที่ in-ear headphoneโฆษณาไว้ในทุกวันนี้หรอกนะ)

 

ไอ้ตัวกระผมที่ใช้อยู่ในเวลานั้นก็เป็นแบบครอบหู (closed type) รุ่นกลางๆของ AKG ที่สวมศีรษะได้พอดี ไม่มีแรงกดที่รอบหู สามารถสวมอยู่ได้นานๆ พอมี “Walkman” เข้ามาในครอบครอง ก็เลยไม่สามารถนำใช้ร่วมกันได้ เพราะหูฟังของ AKG นั้นเป็นแจ็คเสียบขนาดใหญ่ ส่วนรูเสียบหูฟังของ “Walkman” นั้นออกแบบมาสำหรับแจ็คเสียบแบบ mini plug ก็เลยกระเป๋าร้อนต้องมองหาหูฟังอีกอันมาใช้กับน้องใหม่ “Walkman” สมัยนั้นนะราคาทองบาทละ 4 พันเท่านั้น

 

แต่หูฟังที่ผมซื้อมาทดแทนหูฟังเดิมของ “Walkman” นั้นราคาเท่ากับทองร่วมบาทเลยทีเดียว เป็นของ AIWA (ซึ่งตอนนั้นยังมิได้ถูกผนวกควบรวมกิจการเข้าไปอยู่ใต้ปีก SONY) รุ่น HP-V99 (น่าจะเป็นรุ่นใหญ่สุด) แจ็คเสียบชุบเคลือบทองอย่างดีสามารถเสียบ adapter เพื่อนำไปใช้งานกับช่องเสียบหูฟังของเครื่องแบบตั้งโต๊ะได้ คุณภาพเสียงดีทีเดียว ให้รายละเอียดเสียงความก้องกังงานดีมาก โดยเฉพาะเสียงเบสส์นั้นตอบสนองลงไปได้ลึกและหนักแน่น ที่สำคัญไม่น่าเชื่อว่า จะสามารถรับฟังอิมเมจเสียงได้ใกล้เคียงกับการรับฟังจากระบบลำโพงด้วยหูฟังนี้

 

แม้คุณภาพเสียงจะดีเยี่ยม แต่ก็มีจุดด้อยอยู่ในตัว HP-V99 หลุดออกจากช่องหูผมบ่อยมาก เดินๆอยู่ก็หลุด เอนตัวนอนฟังนิ่งๆยังหลุด มันน่าหงุดหงิดครับ จึงต้องหาหูฟังใหม่มาดับรำคาญ จำได้แม่นยำมากว่า ตอนนั้นมีหูฟังรุ่นหนึ่งของ SONY ที่คุณพี่ไมตรี ทรัพย์อเนกสันติ ท่านได้แนะนำไว้ในนิตยสาร เครื่องเสียงให้ซื้อมาใช้งาน 2 อันด้วยกัน …ใช่ครับ ไม่ผิด 2 อัน

 20140605154206

โดยระบุว่า ให้หา Y-adapter (เข้า 1 ออก 2) มาเสียบเข้าที่ช่องเสียบ headphone output ของ “Walkman” แล้วก็เอาเจ้าหูฟังรุ่นที่ว่านี่แหละทั้ง 2 อันมาเสียบต่อกับ Y-adapter จากนั้นหูข้างซ้ายก็นำเอาหูฟังข้างซ้ายของอันหนึ่งมาใส่เข้าไป – หูข้างขวาก็นำเอาหูฟังข้างขวาของอีกอันหนึ่งมาใส่เข้าไป ดังนั้นหูฟังแต่ละอันก็จะมี “ข้าง” ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้เปล่าๆไม่ข้างซ้าย ก็ข้างขวาหนึ่งข้าง เหตุผลที่ทำอย่างนี้นั้นต้องขออภัยที่จดจำมิได้ละเอียดนัก เช่นเดียวกับผลลัพธ์ที่คุณพี่ไมตรีได้สาธยายไว้ยาวเหยียด สรุปเอาเป็นว่า ดีเยี่ยมคุ้มค่าที่ต้องเสียเงินซื้อมา 2 อันก็แล้วกัน

 

ถ้าอย่างนั้นต้องลองฟังกันจั๊กหน่อย… เจ้าหูฟังรุ่นที่ว่าของ SONY ก็คือ MDR-E484 ครับ ร้านเจ้าประจำของผมที่คลองถมมีอยู่ 1 อันพอดี มีสีดำส่วนแจ็คเสียบชุบเคลือบทองสามารถเสียบ adapter เพื่อนำไปใช้งานกับช่องเสียบหูฟังของเครื่องแบบตั้งโต๊ะได้ คุณภาพเสียงว่ากันตามจริงแล้วเป็นรอง HP-V99 (โดยเฉพาะช่วงเสียงความถี่ต่ำ) แต่ที่ถูกใจผมมากที่สุด (จนต้องตัดสินใจซื้อมาอันหนึ่ง ด้วยราคาร่วมๆสองพันบาท) ก็ตรงที่ MDR-E484 นั้นใส่หูผมได้กระชับมาก ใส่สบายไม่แน่นคับช่องหู บริเวณสายสัญญาณที่ต่อเข้าตัวหูฟังแนบเข้าพอดีกับร่องหู ไม่รู้สึกรำคาญเลยจริงๆแม้ใส่ฟังติดต่อกัน 4-5 ชั่วโมง

 

แสดงว่าเขาออกแบบมาดี มีการวิเคราะห์-วิจัยโครงสร้าง-ส่วนประกอบของหูมนุษย์อย่างละเอียด เมื่อรวมกับคุณภาพเสียงที่ได้รับ ผมจึงพึงใจที่จะนำ MDR-E484 ไปใช้งานประจำควบคู่กับ “Walkman” จนเมื่อเห็นมีรุ่นพิเศษเป็นสีทอง “MDR-E484G” ออกมาจำหน่าย จึงได้ “สั่ง” เข้ามา (ราคาร่วมสามพันบาท) แต่คุณภาพเสียงก็ไม่ต่างจาก MDR-E484 ธรรมดานัก (ทว่าสวยงาม โดดเด่นเหนือใคร) ส่วนเจ้า HP-V99 ผมนำไปใช้ฟังร่วมกับ Mini-Disc ครับ

 

SONY ออกจำหน่าย MDR-E484 ในช่วงประมาณปีค.ศ.1998 นับเป็น earbud top-end model สำหรับหูฟังของ SONY ในยุคนั้น (ราคาราวๆ 8,000 เยนในตอนนั้น) มี 2 สีให้เลือก – ขาว และ ดำ (มีสีทองออกจำหน่ายตามมาในภายหลัง) ส่วนของโครงสร้างไดอะแฟรมเป็นแบบ amorphous diamond ขนาด 16 ม.ม. มีท่อจูนเสียงสำหรับเพิ่มพลังความถี่ต่ำแบบ คู่ หรือ twin turbo สามารถครอบคลุมช่วงความถี่ตอบสนองได้ในช่วง 8~27,000 เฮิรตซ์, รองรับความแรงสัญญาณขาเข้าสูงสุด 50 มิลลิวัตต์, ค่าแรงดันเสียงสูงสุด (Sound Pressure level) 108dB/mW, ค่าความต้านทาน 18 โอห์ม, สายสัญญาณยาว 1.3 เมตร ทำจาก LC-OFC class 1 กันเลยทีเดียว

 20100117101826

MDR-E484 นับเป็น earbud ที่หลายต่อหลายคนในปัจจุบันยังคงถวิลหา ถือเป็น “earbud” ระดับตำนานที่นักเล่นหูฟังหลายๆคนอยากจะมีไว้ในครอบครอง ด้วยเอกลักษณ์น้ำเสียงที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร เสียงครบทุกย่านและเด่นในเรื่องของเบสส์กับมิติเสียงร้อง ให้เสียงที่ทรงพลัง พร้อมทั้งถ่ายทอดน้ำหนักได้ดี แน่น และมีรูปร่างชัดเจน แถมเสียงร้องยังมีมวลที่ดี เสียงร้องจะให้เนื้อเสียงที่ออกขุ่นๆหน่อย แต่ก็ให้ความฉ่ำชุ่มที่ดี เวลาฟังเพลงจะให้ความรู้สึกเหมือนกำลังฟังหูฟังแบบ Full-size ได้เลยทีเดียว

 

ปัจจุบัน SONY ได้สืบสานความสำเร็จของ MDR-E484 ในอดีต ที่พัฒนามาเป็นรุ่น MDR-E888 ว่ากันว่า (เพราะไม่เคยฟัง) รุ่นนี้แม้คุณภาพเสียงโดยรวมจะสู้ MDR-E484 ไม่ได้ แต่ก็ให้เสียงที่หวานใสและเบสส์นุ่ม เหมาะสำหรับฟังเพลง Pop และเพลง Jazz เอามากๆ ทว่ากำลังจะเลิกผลิตแล้ว (จากอดีตที่เคยเป็นเวอร์ชั่น Made in Japan ก็กลายมาสู่ Made in China จนตอนนี้ถ้าพบเจออาจจะเวอร์ชั่น Made in Thailand แล้วก็เป็นได้) คาดว่า MDR-E888 คงจะหายไปจากตลาดในไม่ช้านี้ แต่จะมีคนถวิลหาเฉกเช่น MDR-E484 หรือไม่นั้น ต้องให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์กันต่อไป

 

………………………………………………………………………………………………………………………………………………