Test Report: GURU PRO AUDIO QM10 Two

Test Report: GURU PRO AUDIO QM10 Two

2-Way Monitor Speakers

Reference Speakers for ‘Reality Listening’ Experienced !!

มงคล อ่วมเรืองศรี

QM10_front_500px_1024x1024

 GURU PRO AUDIO นั้นเป็นแบรนด์ของระบบลำโพงสัญชาติสวีเดน ที่มีจุดตั้งต้นการออกแบบในลักษณะที่เป็น มอนิเตอร์ขนานแท้ หรือว่า Professional Use โดยฝีมือการออกแบบของ Ingvar Öhman …แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ผมมิอาจสืบค้นเกี่ยวกับประวัติของทั้ง Ingvar Öhman และ GURU AUDIO ได้เลย จะมีก็แค่เพียงการพูดคุยระหว่างกันของ AudiogoN Interview ที่ปรากฏอยู่ใน www.youtube.com/watch?v=fF9c9FHFqZw เท่านั้น ที่พอจะเป็นเบาะแสได้บ้าง และได้ระบุถึง Ingvar Ohman ไว้ว่า A Genius Speaker Builder That Uses Real Science. ทว่าด้วยคุณภาพของไฟล์ที่ทำการ Upload ขึ้นไปนั้น ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร จึงทำให้ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ในเรื่องความแม่นยำของข้อมูลที่ถอดออกมา (ด้วยความช่วยเหลือของ ณัฐพล อ่วมเรืองศรี)

ซึ่งพอจะประมาณได้ว่า Ingvar Öhman พูดถึงประวัติตัวเองที่เริ่มชอบฟังเพลงตั้งแต่ 3 ขวบจากวิทยุ AM ที่มีตาแมวไว้จูนหาคลื่นให้ชัด แล้วก็หากล่องมาสวมทับ เพื่อให้เกิดพื้นที่ในการรับฟังของตัวเอง พอมา 7-8 ขวบ ก็เริ่มศึกษาเกี่ยวกับการทำลำโพง ต่อมาอายุได้ 11-12 ขวบก็ทำลำโพงแบบ 3-ทางตัวแรก ครั้นได้ศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ก็บังเกิดแรงกระตุ้นอยากทำงานทางด้านการออกแบบลำโพง ก็เลยศึกษาแบบเชิงลึกจากงานวิจัยต่างๆ แต่สุดท้ายก็บอกว่า เชื่อแต่ข้อมูลในหนังสือไม่ได้ ทำให้ต้องศึกษาเพิ่มเติมจาก Human Hearing Research รวมถึงการแสวงหาความรู้ด้วยตัวเองมากขึ้น-ลึกขึ้น และเชื่อในสิ่งที่หูตัวเองได้ยินได้ฟังเป็นสำคัญ หลังจากนั้นจึงได้ลองวิชาที่สั่งสมมาทำลำโพงขาย ซึ่งก็ถูกใจผู้คนที่ได้ฟังมากอยู่เหมือนกัน แต่ก็ต้องใช้เวลาทำนานมาก รุ่นหนึ่งๆ ต้องมี 1-3 ปี จึงเป็นการยากที่จะทำแบบจำหน่าย และผู้คนที่สนใจก็ไม่ใคร่จะเข้าใจในแนวทางการออกแบบของเขา อีกทั้งเขาก็ไม่ได้มีทีมวิศวกรใดๆ คอยช่วยเหลือมีเพียงแค่ตัวเขาเองตามลำพัง

Ingvar Öhman จึงตัดสินใจเลิกล้มความตั้งใจที่มีมาแต่เดิมนั้น แต่ต่อมากลับมีเสียงเรียกร้องให้เขาทำลำโพงอย่างจริงจัง เนื่องเพราะคุณภาพเสียงที่ลำโพงของเขาส่งมอบออกมาโดยแท้ เขาจึงบังเกิดความคิดที่จะพยายามคัดกรองผู้คนให้เหลือเฉพาะที่สนใจจริงๆ เท่านั้น เพราะโดยเนื้อแท้ในใจของ Ingvar Öhman นั้นมิได้คาดหวังที่จะทำลำโพงในลักษณะที่เป็น Mass Products เขาไม่ได้คาดหวังที่จะทำกำไรจนร่ำรวย เขาจึงอยากจะได้กลุ่มลูกค้าที่มีความสนใจอย่างจริงจังเท่านั้นเป็นพอ Ingvar Öhman บอกว่า เขาเบื่อพวกอยากลองของแบบฉาบฉวย โดยไม่ได้สนใจในข้อมูลลำโพง เขาเลยตั้งกติกาพิเศษขึ้นมา ใครที่สนใจในลำโพงของเขา ต้องสละเวลามานั่งฟังการอธิบายเชิงลึกในผลิตภัณฑ์ อย่างน้อยๆ ก็ต้อง 8 ชั่วโมงขึ้นไป เขาถึงจะยอมขายเพื่อให้ลูกค้ามีความรู้ลึกซึ้งอย่างถ่องแท้ จะได้มีความมั่นใจไปบอกต่อสู่ลูกค้าได้อย่างเต็มเปี่ยม กระนั้นก็ตามความต้องการในลำโพงของเขาก็ยังมากขึ้น Ingvar Öhman ก็เลยตัดสินใจรวมกลุ่มทำเป็นบริษัท GURU PRO AUDIO ขึ้นมา…

นั่นคือ …ที่มาของ GURU PRO AUDIO ที่พอจะจับความได้จากคลิปวิดีโอสั้นๆ ความยาวประมาณ 6 นาที อย่างไรก็ตาม นิตยสารต่างประเทศหลายฉบับได้ระบุชื่นชมความเป็นตัวตนของ Ingvar Öhman ในฝีมือการออกแบบลำโพงได้อย่างน่าทึ่ง-ไม่ซ้ำแบบใคร อาทิเช่น Jason Kennedy แห่งสำนัก The Absolute Sound และ HiFi+; Paul Messenger แห่ง Hi Fi Choice; Robert Learner แห่ง Sonic Flare; Colin Smith แห่ง Soundstage AV; Art Dudley แห่ง Stereophile; Mike Quinn แห่ง Jazz Times; Martin Colloms แห่ง Hi-Fi Critic เป็นต้น

 

“My ambition has never been to make loudspeakers that “create sound” for people chasing spectacular experiences. My ambition has only been to recreate the music caught on the recordings. I’m driven by my own curiosity towards these originals. I have found however, that in the long run, no coloring can compete with creating an opening to the true happening of the past, even in the aspect of being spectacular. It simply does not get more spectacular than opening up an uncolored window to the world of the recording.”
Ingvar Öhman, Head of R&D

 

ข้อความข้างบนนั้นคือ ความในใจ-ที่ชี้แจงถึงความเป็นตัวตนของ Ingvar Öhman ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้แรกทีเดียวนั้น Ingvar Öhman ได้ออกแบบลำโพงสำหรับ GURU PRO AUDIO ไว้เพียง 2 รุ่น ได้แก่ QM60 กับ QM10 ซึ่งมีที่มา หรือเป้าประสงค์ของการออกแบบต่างกันในความไม่ธรรมดาที่เหมือนกัน (โดยที่ QM นั้นเป็นตัวย่อของ Quality Manager นั่นเอง) QM60 ถูกออกแบบขึ้นมาให้เป็นดั่งเครื่องมือในห้องปฏิบัติการ หรือ Laboratory Instrument สำหรับโครงการวิจัยคุณสมบัติในการรับฟังเสียงของมนุษย์ ซึ่งต้องสามารถ-จำลอง-หรือ-ถอดแบบ-เสียงต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติที่มีความถูกต้อง-แม่นยำสุดๆ ในขณะที่ QM10 ถูกออกแบบขึ้นมาสำหรับ Professional Use โดยเฉพาะ เพื่อบ่งบอกถึงอะไรจริง-อะไรยังไม่สมจริง อะไรถูกต้อง-อะไรผิดเพี้ยนไป คัลเลอร์ก็ต้องฟ้องออกมาได้ว่าคัลเลอร์ ไม่มีบวก-ไม่มีลบ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งนักสำหรับการบันทึกเสียงที่มุ่งเน้นความไม่เกินจริง

 

ปัจจุบัน Ingvar Öhman ได้พัฒนา QM10 Two ขึ้นมาแทนที่ QM10 เดิม พร้อมกันนี้ก็ได้ออกลำโพงรุ่นใหม่ขึ้นมาอีกรุ่น ที่มีชื่อน่ารักว่า Guru Junior เพื่อตอบสนองต่อผู้ที่ชื่นชอบในแนวทางเสียงของ GURU PRO AUDIO แต่เนื่องจากว่า ราคาของ QM10 Two (หรือ QM10 เดิมก็ตามที) นั้นอยู่ในระดับสูงพอสมควร จึงอาจจะไกลเกินคว้าสำหรับคนทั่วไป Guru Junior จึงน่าจะเป็นคำตอบที่ยอมประนีประนอมในด้านราคาลงมา ทว่าในด้านสมรรถนะนั้น ถ้าดูจากค่าสเปคฯแล้วละก้อ เรียกว่าไม่ทิ้งห่างจาก QM10 Two นัก

 guru-pro-audio-qm10-two-monitorspeakers_22785_0

คุณลักษณ์

QM10 Two ได้รับการออกแบบให้เป็นลำโพง 2ทาง วางขาตั้ง โดยมีขนาดตัวตู้ 300 x 252 x 232 มม. น้ำหนัก 6 กก./ข้าง ทำงานในระบบตู้เปิด ที่มี-ช่องเปิด-แบบ Slot loading อยู่ทางด้านหน้า ยาวแทบจะตลอดส่วนล่างของแผงหน้าตัวตู้ ใช่ครับ สัดส่วนของ QM10 Two ที่มีหน้ากว้างกว่าส่วนสูง และความลึก จึงทำให้มีรูปลักษณ์ที่แปลกตา แต่หากพิจารณาโดยการลองวางตะแคง QM10 Two ก็ไม่ต่างไปจากลำโพงแบบ 2-ทางขนาดเล็ก แต่การออกแบบที่กำหนดให้มีแผงหน้าที่กว้าง แทนที่จะแคบอย่างที่นักออกแบบลำโพงนิยมกัน จึงเป็นดั่ง เคล็ดลับ ที่ซ่อนอยู่ในตัวของมัน เมื่อตั้งวางชิดผนังอย่างที่ Ingvar Öhman ได้ระบุไว้ หรือ เว้นระยะห่างจากผนังหลังห้องฟังสักราวๆ 2 นิ้ว เป็นอย่างมาก ซึ่งนับว่า-แตกต่าง-อย่างมากจากข้อกำหนดของระบบลำโพงโดยทั่วไปที่มักจะระบุให้ตั้งวางแบบหนีห่างจากผนังทุกด้าน…

QM10 Two ใช้มิดเรนจ์/วูฟเฟอร์ที่ใช้วัสดุตัวกรวยเป็น Black Mineral Fibre Cone (โครงสร้างดูเหมือนจะถูกนำเส้นใยเล็กๆ มาถักสานกัน) ขนาด 4 นิ้ว (102 มม.) ที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันให้มีระยะเคลื่อนตัวได้มาก หรือว่ามีช่วงชักที่ยาวเป็นพิเศษ และขับเคลื่อนได้เป็นแนวตรงตลอดช่วง (Long and Linear Stroke) โดยที่ส่วนขอบรอบตัวกรวยเป็นยางธรรมชาติที่มีความยืดหยุ่นตัวสูง และให้ความทนทาน ทำงานควบคู่กับตัวขับเสียงสูงแบบ โดมทวีตเตอร์ขนาด 0.8 นิ้ว (20.5 มม.) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เพราะจะมีส่วนของ Faceplate ที่ทำเป็นเบ้าลึกลงไปเล็กน้อย ทำหน้าที่ Waveguide แบบปากฮอร์นกลายๆ

โครงสร้างตัวตู้ของ QM10 Two ใช้วัสดุ MDF สำหรับโครงสร้างตัวตู้ด้านข้าง ส่วนแผงหน้าและแผงหลัง รวมทั้งด้านบนตัวตู้นั้นใช้เป็นวัสดุอะลูมิเนียม โดยที่ตัวตู้ลำโพงนั้นทำสีสะท้อนมันวาวอย่างผิวเปียโน (มี 3 สีให้เลือก ดำ, แดง และขาว) ด้านหลังตัวตู้ลำโพงนั้น ติดตั้งขั้วเสียบต่อแบบ Banana 4 mm. เอาไว้ จำนวน 1 คู่เท่านั้น เนื่องเพราะ Ingvar Öhman ไม่เห็นด้วยกับการใช้สายลำโพงแบบไบ-ไวร์ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้จำต้องจ่ายเงินไปซื้อสายลำโพงมาเพิ่มอีกหนึ่งชุด โดยที่ไม่จำเป็น !!  เพราะสัญญาณที่ป้อนจากเพาเวอร์แอมป์เข้าไปสู่แผงวงจรครอสโอเวอร์ของระบบลำโพงนั้น แม้จะผ่านสายลำโพงแบบไบ-ไวร์มาก็ตาม มันก็เป็นสัญญาณเสียงแบบเดียวกันเป๊ะ ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างไปจากกัน และเหตุผลของการเลือกใช้ขั้วเสียบต่อสายลำโพงแบบ Banana 4 mm. นั้นก็ด้วยว่า เพื่อป้องกันการหลุดแตะกันของสายลำโพงโดยบังเอิญนั่นเองครับ

 

Ingvar Öhman ระบุค่าสเปคฯ ของ QM10 Two เอาไว้ดังนี้ : ตอบสนองช่วงความถี่เสียงตั้งแต่ 30 – 30,000 เฮิรตซ์ ค่าความไวเสียง 87 ดีบี ค่าความต้านทาน 5 โอห์ม (ไม่ลดต่ำลงไปกว่า 4 โอห์ม) รองรับกำลังขับเหมาะสม ตั้งแต่ 5 – 150 วัตต์ ระยะนั่งฟังที่เหมาะสม ห่างจากแนวตั้งวางลำโพง 1-4 เมตร น่าแปลกที่แม้จะมีโลโก้ GURU ปรากฏอยู่ที่มุมล่างขวาของด้านบนตัวตู้ แต่กลับไม่มีชื่อรุ่นปรากฏอยู่ที่ใดเลย นั่นอาจจะเนื่องเพราะ อย่างที่ได้บอกไว้ตอนต้นว่า GURU PRO AUDIO นั้นมีอยู่แค่ 3 รุ่นเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องระบุชื่อรุ่นไว้บนตัวตู้

 Guru-QM10two-Red-DSC00539

ผลการรับฟัง

ระยะตั้งวาง QM10 Two ในห้องชองผมเป็นดังนี้ครับ  ห่างจากผนังด้านข้างซ้าย-ขวาอยู่ที่ 42 นิ้ว ส่วนระยะห่างจากผนังหลังลำโพงนั้นเท่ากับ 3 นิ้ว ซึ่งระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งสองข้างก็จะอยู่ใกล้ๆ 55 นิ้ว ส่วนตำแหน่งนั่งฟังจะอยู่ห่างจากแนวเส้นตั้งวางระบบลำโพงราวๆ 105 นิ้ว และวางบนขาตั้งสูงจากพื้นห้อง 26 นิ้ว โดยปรับมุมโท-อินระหว่างลำโพงทั้ง 2 ข้างเข้ามาประมาณ 10 องศาครับ

 

ลักษณะเสียงที่ได้รับจากเจ้า QM10 Two  มีองศาของความละเมียด-ละมุนละไมเป็นนัยที่น่าประทับใจมาก แตกต่างจากลำโพงแบบวางขาตั้งขนาดกลางๆ โดยทั่วไปที่ผมเคยได้ฟัง เป็น-สรรพคุณทางเสียง-ที่นอกจากจะเปี่ยมในรายละเอียดแล้ว ยังเนียนนุ่ม ละมุนละไม รับฟังเสียงหมู่เครื่องสาย (ไวโอลิน-วิโอลา-เชลโล), เครื่องเป่าทองเหลือง (Brasswind) และเครื่องลมไม้ (Woodwind) ได้น้ำหนัก-เนื้อหนังของเสียงอย่างสมจริง ยิ่งเสียงเพลงร้องไม่ว่าชายหรือหญิง จะบ่งบอก เนื้อเสียง ออกมาชัดแจ้งว่า เป็นน้ำเสียงที่มีชีวิตชีวาของมนุษย์เราอย่างเป็นธรรมชาติมากๆ

 

ขณะเดียวกัน QM10 Two ก็มีลักษณะเสียงที่ให้ความผ่อนคลาย ได้ฟังแล้วก็เบิกบานใจด้วยรายละเอียด และอิ่มเอมในความฉ่ำชุ่ม เนียนนุ่มไปพร้อมกัน ทั้งยังมีความฉับไว ให้ความสด-กระจ่าง-เปี่ยมบรรยากาศ-อย่างเป็นธรรมชาติน่าฟังมาก ยืนยันว่า QM10 Two ถ่ายทอดสรรพเสียงดนตรีออกมาได้อย่างมีความเป็นดนตรี (Musicality) ที่สูงมาก เต็มเปี่ยมไปด้วยรายละเอียด ระยิบระยับ สมฐานะแห่งความเป็นลำโพงมอนิเตอร์

 

QM10 Two  มีไว้ใช้ฟังอย่างพิถีพิถัน มิใช่เอาไว้โชว์พลัง-ความดัง อีกทั้งมิใช่ว่าเป็นลำโพงมอนิเตอร์ที่เอาไว้ฟังเพื่อตรวจเช็คถึงเสียงนั่นขาด-เสียงนี่เกินอย่างลำโพงมอนิเตอร์ทั่วไป แต่เป็นลำโพงมอนิเตอร์ไว้ใช้เช็คเสียงได้ว่า ในขณะทำการบันทึกเสียงนั้น อะไรบ้างที่ยังไม่สมจริงซะละมากกว่า ในแง่ของลักษณะเสียง QM10 Two ก็ไม่ถึงขนาดโปร่งกระจ่าง ทะลุปรุโปร่ง แต่ก็ชัดใส ฉับไว ให้บรรยากาศเสียงที่เอิบอิ่ม ฟังสบายหู ให้การเกลี่ยกระจายตัวของสรรพเสียงในเวทีเสียงอย่างสมานเสมอ เหมือนภาพวาดสีน้ำที่ไล่ระดับสีสันต่างๆ จนราบเรียบและกลมกลืน ดูไม่โดดเด่น ฉูดฉาด แต่ว่าให้ภาพที่มีมิติอันสมจริง ให้ความรู้สึกคล้อยตามในสนามเสียงแบบ Just There – Soundstage

การใช้ตัวขับเสียงเพียงแค่ 4 นิ้ว (10.2 ซม.) ก็น่าจะซ่อนวัตถุประสงค์ของการให้ได้มาซึ่งเสียงที่กลมกลืนกัน แทบจะตลอดทั้งช่วงย่าน หรือ Full-Range Response เพราะอย่างที่เราๆท่านๆพอจะทราบข้อมูลกันว่า จากการศึกษาจิตวิทยาเสียง (Psychoacoustics) ย่านเสียงที่หูมนุษย์ได้ยินได้ฟังเป็นนัยสำคัญนั้น อยู่ที่ช่วงความถี่เสียงกลาง ซึ่งในทางทฤษฎีนั้นลำโพงขนาด 4-5 นิ้วนับว่า มีความเหมาะสมสำหรับการทำหน้าที่ขับขานในช่วงความถี่เสียงหลักที่หูมนุษย์รับฟังได้มีประสิทธิภาพสูงสุด

เราจึงมักจะเห็นได้ว่า ระบบลำโพงที่ใช้ตัวขับเสียงประเภท Full-Range นั้น มักจะใช้ตัวลำโพงที่มีขนาด 4-5 นิ้วนี่แหละ แต่เนื่องจากขนาดที่เล็กทำให้ปริมาณการผลักดันมวลอากาศกระทำได้น้อยตามไปด้วย เมื่อเทียบกับตัวลำโพงที่มีขนาดใหญ่กว่า ทำให้ต้องใช้ระบบตัวตู้เข้ามาทำงานร่วมด้วยช่วยกัน อย่างเช่นแบบ Horn-Loading และ Transmission-Line เป็นต้น เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในช่วงความถี่เสียงต่ำนั่นเอง ตัวลำโพงขนาด 4-5 นี้ยังสามารถตอบสนองความถี่เสียงได้เป็นช่วงกว้าง ครอบคลุมลงมาได้ถึงย่านเสียงต่ำตอนบน (Upper Bass) กับย่านเสียงสูงตอนล่าง (Lower Treble) ได้อย่างนวลเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน

ส่วนย่านเสียงต่ำตอนล่าง (Lower Bass) ปล่อยให้ระบบตัวตู้ทำหน้าที่ของมันในลักษณะของ Helmholtz Resonator (ระบบตัวตู้ที่มีช่องเปิดเล็กๆ แคบๆ ซึ่งขนาดและรูปลักษณ์เป็นตัวกำหนดค่าเรโซแนนซ์ที่ความถี่เดียวเท่านั้น อันยังผลให้เอื้อประโยชน์ต่อการควบคุมลักษณะเสียง) ดังนั้นปริมาตรและขนาดของตัวตู้จึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งต้องผ่านการคิดคำนวณอย่างดี ที่ผมต้องขอชื่นชมการออกแบบของ Ingvar Öhman ได้ว่า อัจฉริยะจริงๆ ครับ

ในขณะที่ย่านเสียงสูงตอนบน (Upper Treble) ก็จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทวีตเตอร์เข้ามาช่วยเสริม Ingvar Öhman ยังได้ทำการกำหนดจุดตัดกรอง-แบ่งช่วงความถี่เสียงที่ออกแบบให้-คร่อมช่วงกัน-เป็นย่านกว้างระหว่าง 2-7 กิโลเฮิรตซ์ (Overlap) นั่นหมายความว่า วูฟเฟอร์/มิดเรนจ์จะต้องทำงานขึ้นไปได้ถึง 7 กิโลเฮิรตซ์ ส่วนตัวทวีตเตอร์ก็ต้องรับภาระลงมาได้ต่ำจนถึง 2 กิโลเฮิรตซ์ เพื่อให้ Phase Distortion ต่ำที่สุดในช่วงย่านเสียงกลางที่ตัวขับเสียงทั้งสองตัวนั้นทำงานครอบคลุมร่วมกัน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ตัวขับเสียงที่มีสมรรถนะสูง และเอื้อต่อกันได้อย่างลงตัวแท้จริง QM10 Two จึงส่งผลให้ได้มาซึ่งความกลมกลืนกันของเสียงอันน่าทึ่ง รวมถึงสภาพอิมเมจและซาวด์สเตจที่ดีมากๆ ไม่เป็นรองลำโพงแบบ Point-Source เลยทีเดียว

ทั้งนี้ทั้งนั้น QM10 Two จึงทำงานราวกับเป็นลำโพงแบบ Full Range ด้วยวูฟเฟอร์/มิดเรนจ์ขนาด 4 นิ้วเป็นตัวหลัก ที่ได้รับการ-ต่อยอด-ปลายเสียงสูงๆ ไว้ด้วยโดมทวีตเตอร์ขนาด 0.8 นิ้ว ที่สามารถขับขานความถี่เสียงสูงขึ้นไปได้ถึง 30 กิโลเฮิรตซ์ ราวกับเป็นซูเปอร์ทวีตเตอร์กลายๆกระนั้นแหละ QM10 Two จึงให้เสียงกลางที่ดีมากๆ กลมกลืนเป็นเนื้อเสียงเดียวกันจนฟังแล้วเหมือนว่า ไร้ซึ่งรอยต่อระหว่างช่วงตัดกรอง/แบ่งความถี่เสียงระหว่างมิดเรนจ์/วูฟเฟอร์กับทวีตเตอร์ได้อย่างน่าทึ่งมากๆ

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า QM10 Two จะถ่ายทอดเสียงทุ้มที่มีทั้งน้ำหนักของเสียง และยังทิ้งทอดตัวลงไปลึกล้ำได้ขนาดนั้น ซึ่งหากเป็นการฟังแบบ Blind Test รับรองว่า ทุกคนที่ได้ฟังจะต้องคิดว่า น่าจะเป็นเสียงจากตัวขับเสียงที่มีขนาดใหญ่กว่านี้มาก QM10 Two ยังให้ทรานเชียนต์ที่ดีมากๆ รายละเอียดหยุมหยิม ยิบย่อย ถูกบ่งบอกออกมาหมด เสียงเครื่องสาย เครื่องเป่าลมสมจริงมาก แรงสั่นกระพือของหนังหน้ากลองก็แจ่มชัด มีเรี่ยวแรงพลัง พร้อมทั้งความฉับไวในจังหวะจะโคน บอกตรงๆ ว่า QM10 Two ให้ความรู้สึกรับรู้ชิ้นดนตรีอยู่ตรงนี้ – อยู่ตรงนั้น – อยู่ตรงโน้น – อยู่ตรงนู้น จริงๆ แบบว่า They’re JUST There ! อะไรปานนั้น

 d6261683ee6089de8447d07765bce15b

QM10 Two ยังให้ “องค์ประกอบหลัก“ (Texture) ของเนื้อเสียง รวมทั้ง ลักษณะเสียงจำเพาะ (Timbre) ของเสียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงคน เสียงสัตว์ เสียงเครื่องดนตรีแต่ละชนิด (Brasswind, Woodwind, Percussion, etc.)   ได้เป็นธรรมชาติสมจริงอย่างที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังเยี่ยงนี้มาก่อน; อิมเมจ  สภาพเวทีเสียงก็มีความสมจริงมาก ทั้งในแง่ขนาดของสเกลเสียงและตำแหน่งแห่งที่ของเสียง ให้บรรยากาศการรับรู้ที่มีมิติ มีตัวตน มีลมหายใจ ความแม่นยำของช่วงเวลาในจังหวะจะโคนของท่วงทำนองดนตรี (Pace & Time) รับรู้ได้ถึงลีลาและอารมณ์ที่นักดนตรีและนักร้องแสดงออกมา ลักษณะการขยับริมฝีปาก-เล่นลูกคอต่างๆ รวมไปถึงการออกอักขระเสียงที่แจ่มชัดหัวเสียงที่สดใส คมชัดถนัดหู ราวกำลังกำลังเพ่งไปจับตามองดูชิ้นดนตรีนั้นๆ อยู่กระนั้น

ซึ่งโดยความคิดเห็นส่วนตน ผมเองคาดการณ์ว่า โครงสร้างภายในตัวตู้นั้น Ingvar Öhman – น่าจะใช้รูปแบบของ Lybarinth Construction ซึ่งมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกับ Transmission-Line นั่นแหละครับ หากแต่ว่าได้พัฒนาให้มีช่องทางเดินเสียงเบสภายในตัวตู้ที่สั้นขึ้น และซับซ้อน-คดเคี้ยวน้อยลง จนเหมาะเจาะ-ลงตัวกับขนาดตัวตู้ และให้ผลทางเสียงช่วงความถี่ต่ำที่กระชับไม่หน่วง-หนืด หรือว่า Delayed มากเกินไป จนกลายเป็นเสียงเบสที่อืดอาด-ยานคราง น่ารำคาญ ทั้งยังได้มาซึ่งความกระชับในการควบคุมจังหวะ-ท่วงทำนอง

อีกทั้งผมยังเชื่อว่า Ingvar Öhman เป็นคนรุ่นใหม่ ที่ชื่นชอบในการได้มาซึ่งความโปร่งใส ฉับไว และเปี่ยมในรายละเอียดเสียง ควบคู่กับความครบถ้วนของเสียงที่ครอบคลุมได้ตลอดย่าน เขาจึงไม่ต้องการให้เกิดสภาพ-อืดอาด หรือ Delayมากนัก หรือไปมีเสียงเบสที่ยืดยาด ไม่กระชับเหมือนกับ Transmission-Line ทั่วไป สังเกตจากการที่เขาระบุไว้อย่างแน่ชัดว่า ให้ใช้แอมป์ SS (Solid-State) ดีๆ ในการรับฟัง มากกว่าแนะนำให้รับฟังจากแอมป์หลอดฯ ทั้งยังเจาะจงให้วางชิดติดผนัง ซึ่งก็น่าจะเพื่อให้พื้น-ผนัง-เพดานช่วยทำหน้าที่เสริมเสียงความถี่ต่ำเป็นการใช้ประโยชน์จากอะคูสติกห้องฟัง

โดยที่ QM10 Two จะทำงานร่วมกับผนังหลังห้อง-พื้นห้อง-เพดานห้องอย่างสมานฉันท์ กระทั่งตัวของมันเป็นเสมือนแผงกำเนิดเสียง (Sound Panel) ขนาดใหญ่แทนที่จะเป็นแค่-ลำโพง-ตัวน้อยๆ เพราะตัวของมันจะราวกับจมกลืนไปกับสรรพเสียงจนล่องหนหายไป มีเพียงเสียงให้เราได้รับฟังว่า ยังมีมันทำงานขับขานเสียงต่างๆ อยู่ในห้องของเรา นอกจากนี้ Ingvar Öhman ยังแนะนำให้ทำการโท-อินจนได้แนวเสียงที่ตรงมายังตำแหน่งนั่งฟัง กะให้ได้มุมกระจายเสียงที่ตรงแนวกับตำแหน่งนั่งฟังจะดียิ่งกว่าการตั้งวางในแบบขนานผนังห้องฟัง เพื่อให้ได้โฟกัสเสียงที่แน่ชัด จับรายละเอียดต่างๆ ได้กระจ่างแจ่มชัด

เปรียบดัง QM10 Two นั้นทำหน้าที่ดุจเป็นโปรเจ็คเตอร์ทางเสียงที่ฉายลำเสียงจากลำโพงซ้าย-ขวาออกมาสร้างเป็นจินตภาพเสียง (อิมเมจ) ให้เราได้รับรู้เหมือนกำลังดูเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในห้องบันทึกเสียง, ในคอนเสิร์ต ฮอลล์, ในอารีน่า หรือว่าในผับ ในโบสถ์ อะไรปานนั้นจริงๆครับ

กระนั้นต้องบอกตรงๆ ว่า QM10 Two จะแปรผันสมรรถนะและคุณลักษณ์ทางเสียงไปตามปรีแอมป์ และเพาเวอร์แอมป์ที่ใช้ควบคู่กับมัน อะไรเป็นอย่างไงก็เป็นไปตามนั้นไม่มีกลบเกลื่อน-อำพราง ซึ่งเมื่อใช้ร่วมกับเพาเวอร์แอมป์วินเทจอย่าง Marantz : Model 15 ความอบอวล หนาเข้มข้นของเนื้อเสียงก็จะถูกส่งมอบออกมา, เมื่อใช้ร่วมกับเพาเวอร์แอมป์ Class AB แรงดีอย่าง eXclusive : M3 ก็จะทำให้ QM10 Two มีพลังอัดฉีด เข้มข้น ฟังมันส์อย่าบอกใคร, เมื่อใช้ร่วมกับเพาเวอร์แอมป์ Class A แท้ๆ อย่าง Usher : R1.5 ก็จะได้มาซึ่งเสียงที่อบอุ่น มีชีวิตชีวา คึกคัก ฉับไว และเมื่อใช้ร่วมกับเพาเวอร์แอมป์แบบ Professional สำหรับใช้งานในสตูดิโออย่าง Yamaha : PC2002M ก็จะทำให้ QM10 Two ถึงขั้นชำแหละ-แจกแจงรายละเอียดต่างๆ ที่แทรกตัวอยู่ได้อย่างพรั่งพรู

แต่ถึงแม้ว่า Ingvar Öhman จะมิได้แนะนำให้ใช้แอมป์หลอดฯ กับ QM10 Two ผมก็ได้ลองนำเอาอินทีเกรทแอมป์หลอดฯคุณภาพสูงอย่าง Copland : CTA405A ที่ใช้หลอดฯ เบอร์ KT120 ในภาคเอาท์พุทมาใช้ขับขาน QM10 Two ก็ยังให้ผลลัพธ์อันน่าประทับใจในสภาพเวทีเสียงที่แผ่กว้าง  ไล่ระดับความลึก มีมิติที่เป็นตัวเป็นตน พร้อมทั้งความถี่ต่ำที่ทอดตัวได้ลึกล้ำไม่แผ่วปลาย เสียงกลางสดใส และให้ความมีชีวิตชีวา ปลายเสียงสูงนี่พละพลิ้ว กังวานหวานน่าฟังมาก

binding-posts

สรุปส่งท้าย

QM10 Two เป็นระบบลำโพงที่ผมขอใช้คำว่าต้องฟังไม่ว่าคุณจะมีลำโพงแสนแพงรุ่นใดอยู่ในครองครองก็ตาม ผมขอให้ฟังอย่างตั้งใจ อย่าใช้ความรู้สึกอยุติธรรมในรูปลักษณ์ของมันมาเป็นตัวตัดสิน อีกทั้งควรจะต้องทำการเซตอัพอย่างใส่ใจ มิใช่นึกจะตั้งวางตรงไหนก็วางไป  แบบว่าไม่สนใจในคำแนะนำของผู้ออกแบบ เพราะนั่นเท่ากับว่า กำลังมองข้ามความเป็นพิเศษที่ผู้ออกแบบได้จงใจซ่อนไว้ภายใน  แล้วคุณก็จะได้รู้ว่า QM10 Two มีดีกว่าใครอย่างไร…

 

QM10 Two ได้สร้างปรากฏการณ์สำคัญขึ้นแก่ผม เดิมทีลำโพงที่ผมใช้งานประจำ สำหรับอ้างอิงในขณะรับฟังเพื่อการรีวิวนั้น ยึดถือเจ้า Tannoy System 10 DMT II มาโดยตลอด ด้วยความที่ System 10 DMT II เป็นลำโพงมอนิเตอร์แท้ๆ แบบ Point-Source ที่ออกแบบมาสำหรับการรับฟังในลักษณะ Nearfield โดยเฉพาะ จึงมีความเหมาะเจาะกับห้องฟังของผม ที่เป็นห้องขนาดเล็กพื้นที่ประมาณยี่สิบกว่าตารางเมตรเท่านั้น

 

บวกกับอุปนิสัยส่วนตัวของผมที่ชื่นชอบกับการรับฟังแบบละเมียดละไม “จับ” เอาความสมจริงของเสียงที่ได้รับรู้เป็นสำคัญ มากกว่าที่จะรับฟังแบบดังสนั่นลั่นห้อง หรือเผื่อแผ่เพื่อนบ้าน ผมจึงมักจะรับฟังในระดับเสียงที่ไม่ดังมากนักจนเป็นนิสัยประจำ และใช้เวลานั่งฟังในช่วงเวลาที่ดึกสงัดตอนตีสองตีสาม ลูก-เมียกำลังหลับสบายหายกังวลใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งสมาธิจิตที่ปราศจากเสียงรบกวนแทรกซ้อน รวมทั้งยังมีความนิ่งของระบบไฟฟ้า AC หล่านี้ช่วยทำให้ผมได้รับรู้กับอะไรต่อมิอะไรในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง แม้แต่รายละเอียดอันแผ่วเบาที่แทรกตัวอยู่ในเพลงและดนตรีที่ผมรับฟัง

 

ซึ่ง ณ บัดนี้ ผมขอพูดอย่างเต็มปากว่า GURU QM10 Two ได้เข้าประจำการแทนที่ System 10 DMT II เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ แม้ว่าแรกทีเดียวนั้น ดูเหมือนว่า QM10 Two จะสู้ไม่ได้ในเรื่องรายละเอียดที่พรั่งพรูออกมาจาก System 10 DMT II  แต่ยิ่งได้ฟัง ผ่านชั่วโมงมาเป็นวัน จากวันมาเป็นเดือน สิ่งที่ผมได้รับออกมาจาก QM10 Two ล้วนให้ความรู้สึกได้ถึงสรรพเสียงอันเป็นจริงเป็นจัง ราวกับว่า เสียงต่างๆ ที่กำลังรับฟัง มีผมเข้าไปอยู่ร่วมในสนามเสียงของเหตุการณ์ทางเสียง (การแสดงดนตรี) นั้นอย่างสมจริง…

 

เพลงและดนตรีที่บรรเลงในสตูดิโอ – ในผับ – ในฮอลล์ – ในโบสถ์ – ในอารีน่า หรือว่าการแสดงสด (Live Recording) แล้วบันทึกเสียงมาให้เราฟัง ก็จะถูก QM10 Two สำแดงออกมา ทำให้ผมรับรู้และรู้สึกคล้อยตามในอารมณ์ร่วม ราวกับว่า QM10 Two กำลังนำพาผมเข้าไปอยู่ ณ สถานที่นั้นๆ …ใช่ครับ QM10 Two ส่งมอบเสียงต่างๆ ทั้งเสียงดนตรี เสียงนักร้อง เสียงสอดแทรกต่างๆ รวมทั้งสภาพบรรยากาศ (Atmosphere) ได้ราวกับความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้า

 

บ่อยครั้งที่ผมตื่นเต้น และทึ่งไปกับรายละเอียดระยิบระยับที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากลำโพงชั้นยอดหลายต่อหลายคู่ แต่ทั้งหมดทั้งปวงที่ผ่านมา แทบจะไม่เคยมีลำโพงใดให้ความประทับใจแก่ผม (ภายใต้ระดับราคาที่ผมยอมรับได้) ในแง่ความสมจริงของสิ่งต่างๆ จากเสียงที่กำลังรับฟังได้เหมือนอย่างที่เจ้า QM10 Two ส่งมอบให้แก่ผม นี่คือครั้งแรกจริงๆ ที่ผมได้รับรู้ถึงภาพของเสียงที่มีความเป็น 3 มิติ – มันเป็น 3 มิติที่มีเนื้อมีหนัง มีตัวมีตน มีรูปมีร่าง มีความเคลื่อนไหวที่รู้สึกรับรู้ได้ในลักษณะของมโนภาพ หรือจินตนาการที่ราวกับเป็นของจริงที่สัมผัสได้จากการฟังนั่นแหละครับมิใช่ความเป็น 3 มิติในแง่ของความกว้าง-สูง-ลึกของสภาพเวทีเสียง ซึ่งด้วยความสมจริงนี่แหละครับ ฟังอะไรต่อมิอะไรมันจึงได้อรรถรส มีความไพเราะมากขึ้น

 

จริงอยู่ QM10 Two มิใช่ลำโพงที่ดีที่สุด หรือสมบูรณ์พร้อมในทุกด้าน แต่ถ้าลองใช้เวลานั่งฟังอย่างไม่เครียดเคร่ง เอนกายแล้วหลับตา ปล่อยใจให้สบาย คุณจะพบว่า ห้องฟังของคุณได้กลายเป็นสตูดิโอ – ผับ – ฮอลล์ – อารีน่า หรือว่า ฮอลีวู้ด โบว์ลไปแล้วกระนั้น  เห็นตัวลำโพงเล็กๆเพียงแค่ 4 นิ้ว – QM10 Two เปิดฟังได้ดังมากนะครับ ในบางขณะที่เราเร่งเสียงให้ดังมากกว่าฟังตามปกติ เพราะรู้สึกมันส์ในอารมณ์ เสียงที่รับฟังก็ยังไม่ผิดเพี้ยน (Undistorted) และยังคงให้ความสมจริงอย่างไม่เปลี่ยนแปรไป  แล้วจะไม่หลงใหลได้ปลื้มยังไงล่ะครับ

 

อย่างไรก็ตาม ประการสำคัญ-อย่าใช้ขาตั้งที่ให้ระยะความสูงจากพื้นน้อยกว่า 24 นิ้วนะครับ จะทำให้ทวีตเตอร์อยู่ต่ำกว่าหูของเราในขณะรับฟังมากเกินไป จนขาดความสมดุลของเสียง (Tonal Balance) และอย่าใช้ขาตั้งที่มีส่วน Top Plate แคบเกินไป เพราะ Ingvar Öhman มิได้แนะนำให้ใช้ Spikes หรือ Tip-Toes มาวางรองใต้ฐานตัวตู้ลำโพง เหมือนอย่างเข่นทั่วไป (ถึงกับระบุไว้ว่า ‘Guru Does Not Believe in Spikes’ ด้วยซ้ำ) เขาบอกว่าการใช้ Tip-Toes หรือ Spikes จะไม่สามารถลดทอน Mechanical Resonance ของตู้ลำโพงลงไปได้เลย อาจจะช่วยเสริมในบางแง่มุมให้แย่ลงด้วยซ้ำ แต่คนทั่วไปเข้าใจว่า ดี…

 

Ingvar Öhman จึงได้ออกแบบ Foam Feet แปะติดไว้ใต้ตัวตู้ลำโพงทั้ง 4 มุม เพื่อให้ แยกตัวตู้ของ QM10 Two ให้-ลอย-อยู่บน Top Plate ของขาตั้งลำโพง เสมือนเป็นการแดมป์ (Damped) ตัวตู้ลำโพงไว้ มิใช่ในลักษณะของ Isolated นะครับ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาขาตั้งลำโพงที่มีส่วนกว้างxยาวของ Top Plate มากพอสำหรับ Foam Feet นี้ นั่นคือควรจะกว้าง-ยาวมากกว่า 12 x 10 นิ้ว  อย่าให้เล็กหรือแคบกว่านี้เป็นอันขาด (Atacama ได้ทำขาตั้งรุ่นพิเศษสำหรับ QM10 Two ออกมาแล้ว ณ ปัจจุบัน)

 

ในความคิดของผม นึกไปถึงว่า QM10 Two เปรียบได้กับ NAD3020 ของโลกลำโพง ที่แม้ตัวจะเล็กดูสุดแสนจะธรรมดา แต่ก็ให้เสียงใหญ่เกินคาด ให้พละกำลังที่หนักแน่น ทว่าก็รวดเร็ว ฉับไว แม้จะไม่ทะลุปรุโปร่ง แต่ก็ให้ความมีตัวตนสมจริงสมจังในน้ำเสียงที่รับฟัง หลายคนอาจมองข้าม หรือว่าเหยียดหยามด้วยซ้ำกับรูปลักษณ์ แต่ครั้นได้ฟังแล้วก็ลืมไม่ลง จนต้องมีเก็บ (แบบแอบซ่อน) ไว้เพื่อหยิบจับออกมาใช้ฟังในเวลาที่อยากผ่อนคลาย ได้ความเป็นจริงของเสียงเพลงและดนตรี แต่สำหรับ QM10 Two นั้นมีไว้อวดได้ ไม่ต้องไปอายใครจริงๆ แล้วนี่ถ้าเป็นรุ่นเรือธง QM60 ล่ะ จะขนาดไหนกันนะนั่น !

 

 

 

             * การเทสต์เครื่องและลำโพงของผม มุ่งเน้นการไม่ได้เปรียบ/เสียเปรียบกัน  และยึดหลักความตรงไปตรงมา-มาโดยตลอด พยายามตัดปัจจัยแห่งความเข้าใคร-ออกใครให้น้อยที่สุด จึงไม่มีการใช้ “อุปกรณ์ช่วย” หรือ “มวลสารพิเศษ” เสริมสมรรถนะอะไรต่อมิอะไรเข้ามาเป็นปัจจัยแปรผันแต่อย่างใด เพื่อมิให้สับสนว่า ซิสเต็มที่รับฟังนั้น-ดี-ด้วยพื้นฐานการออกแบบในตัวในตนของมันเอง หรือว่า -ดีขึ้น-  เนื่องเพราะ “อุปกรณ์ช่วย” หรือ “มวลสารพิเศษ” ส่งอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชแผ่ออกมาช่วยเสริมสมรรถนะให้แก่ซิสเต็มนั้นๆกันแน่ *

             * อีกทั้งสายไฟฟ้าเข้าเครื่องทุกเส้นของแต่ละเครื่อง ล้วนเป็นสายไฟฟ้าเข้าเครื่องที่ให้มาพร้อมกับเครื่องนั้นๆ มิได้มีการเปลี่ยนไปใช้สายไฟฟ้าพิเศษอื่นใด เข้ามาเป็นตัวช่วยเช่นกัน ด้วยเหตุผลว่า เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ทางเสียงอันเป็นพื้นฐานที่ได้จากเครื่องนั้นๆ อย่างแท้จริง ซึ่งหากท่านใดได้เปลี่ยนไปใช้สายไฟฟ้าเข้าเครื่องที่เกรดสูงขึ้น ก็ย่อมที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นไปกว่าการทดสอบ-ลองฟังอย่างปกติธรรมดาของผมครับ *

 

 

อุปกรณ์ร่วมใช้งาน : เครื่องเล่นแผ่นซีดี Marantz : CD/DA-12; เครื่องเล่นแผ่นเสียง Clear Audio : Emotion; หัวเข็ม MC DENON : DL-103M; สเตพ-อัพ ทรานสฟอร์เมอร์ (SUT) ของ ALTEC/PEERLESS 4722 (หม้อเขียว); ปรีแอมป์ Luxman : C5000A, AGI 511, eXclusive : C3a; เพาเวอร์แอมป์ Yamaha : PC2002M; Usher : R1.5, Marantz : Model 15, eXclusive : M3; อินทีเกรทแอมป์หลอดฯ Copland : CTA405A; สายสัญญาณ HighDiamond 7 และสายลำโพง MS-SPK40/SP RHK 78K ของ MS HD Power

 

อุปกรณ์อ้างอิง  XAV : EMX -9 ; Entreq : Ground Box รุ่น MinimUs Silver + Earth Cable รุ่น Silver; MagicBoxAudio : Lunar 1

 

รูปลักษณ์ – 4 ดาว

สมรรถนะ – 4 ดาวครึ่ง

คุณภาพเสียง – 5 ดาว

โดยรวม – 5 ดาว

 

ขอขอบคุณ บริษัท การ์ป ออดิโอ จำกัด โทร.0-2261-2788,080-080-4858 ที่เอื้อเฟื้อ GURU QM10 Two มาให้ได้ทดสอบกันในครั้งนี้