Old School “Vintage Sound” : Diatone DS-2000HR

Old School “Vintage Sound”

Diatone DS-2000HR

The “High Rigidity” of 2000 Series

 

มงคล อ่วมเรืองศรี

 100402

“…แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเครื่องเสียงมือสอง หรือ ของเก่าตกรุ่น แต่บางคนก็อาจยังมิเคยได้ครอบครอง หรือแม้แต่ได้เคยลองฟังเลยสักครั้งในชีวิต ดังนั้นคอลัมน์ “ Old School – Vintage Sound” นี้จึงถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อเฟ้นหาเครื่องเสียงอันมีมนต์ขลังแห่งอดีตมารับฟัง ให้ทราบถึงแก่นแท้ของเครื่องเสียงในยุคสมัยนั้น เพื่อนำเสนอสู่ท่านที่สนใจ ณ กาลปัจจุบัน…”

 

ถ้าเอ่ยถึง BBC ก็คงหนีไม่พ้นที่จะโยงใยไปถึง KEF และ ROGERS ในฐานะผู้ร่วมพัฒนาลำโพงมอนิเตอร์จนโด่งดัง ก็แล้วถ้าเป็น NHK ล่ะ จะเลือกใช้บริการของบริษัทใด ในการร่วมมือกันพัฒนาลำโพงมอนิเตอร์ ชื่อของ  “Diatone” จะปรากฏขึ้นมาเมื่อคุณค้นหาใน search engine …. Diatone ถือเป็นแผนกหนึ่ง (division) ในเครือของบริษัทยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่น นามว่า Mitsubishi Electric Corporation (ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 15 มกราคม ปีค.ศ.1921) ซึ่งเคยได้ชื่อในเชิงเปรียบเปรยจากคนไทยว่า “ครอบคลุมกลุ่มสินค้ามากมายหลายหลากตั้งแต่ไม้ตีพริกยันเรือรบ”  โดยที่ “Diatone” จะเจาะจงลงไปเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ทางด้านอุปกรณ์เครื่องเสียงและลำโพง

“Diatone” ได้รับการจัดตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ.1945 ด้วยจุดประสงค์ในการผลิตลำโพง มอนิเตอร์ให้แก่ทาง NHK แต่ก็มาปิดตัวลงในปีค.ศ.1999 ทิ้งรอยทางแห่งประวัติศาสตร์มากมายที่สมควรจารึกไว้เบื้องหลัง …ทำไม NHK จึงได้เลือก “Diatone” ให้ทำการผลิตลำโพง มอนิเตอร์ เพราะในญี่ปุ่นเองก็มีหลายต่อหลายบริษัทที่มีผลิตภัณฑ์ทางด้านลำโพงออกจำหน่าย ไล่ไปตั้งแต่ YAMAHA, ONKYO, SONY, PIONEER, JVC, TECHNICS, SANSUI, KENWOOD, CORAL เป็นต้น – แสดงว่า “Diatone” ย่อมมิใช่ธรรมดา ในสายตาของ NHK จึงได้จับมือร่วมกัน

 48943_2

ในความเป็นจริงนั้น พูดได้ว่า ในช่วงยุคสมัยนั้น ความรู้ทางด้านลำโพงของญี่ปุ่นเองยังมิได้ก้าวหน้าอะไรเท่าไหร่นัก …ย้อนหลังไปในช่วงปี 1940, ตัวลำโพงในญี่ปุ่นยังคงใช้ plain paper มาตัดบรรจบกัน เพื่อขึ้นรูปเป็นทรงกรวยลำโพง (cone) แต่สำหรับ Mitsubishi Electric กลับสามารถพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่เรียกว่า “adjustable resonance cone” ขึ้นมา ด้วยการนำเอากระดาษเนื้อพิเศษ “Japanese washi paper” มาปั้มขึ้นรูป (pressed) เป็นทรงกรวย (conical shape) ตรงๆ ครั้งแรกสุดในปีค.ศ.1945 ณ Ofuna factory ของ Mitsubishi Electric นำพาไปสู่ตัวลำโพงรุ่น

 

จากความช่วยเหลือทางด้านความรู้และวิชาการของ NHK Science & Technical Research Laboratories ที่ถ่ายทอดส่งมอบให้แก่ Mitsubishi Electric ทำให้ก่อเกิดเป็น “Diatone” ขึ้นมา โดยได้รับจดทะเบียนการค้า (trademark) ในปีค.ศ.1946 และพอผ่านพ้นช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปไม่นานปีนัก Mitsubishi Electric ก็ประสพความสำเร็จกับการพัฒนา “hard-ferrite” OP (oxide powder) magnet (permanent magnet) จนนับเป็นปัจจัยสำคัญนำพาไปสู่ความเป็น Diatone Speakers

 

P-62F เป็นผลิตภัณฑ์รุ่นแรกสุดของ “Diatone” ในปีค.ศ.1947 ที่ The broadcast museum of Atagoyama ได้จัดแสดงไว้ และจารึกเป็นเกียรติประวัติว่า <Japan’s first monitor speakers> ภายใต้ระบบการทำงานแบบ Full-range dynamic speaker (ซึ่งนี่แหละมานับเป็น “ต้นแบบ” หรือ prototype ของ P-610 อันลือลั่น ที่คอลำโพงดีไอวาย –Do It Yourself–ต่างถวิลหากันกระทั่งปัจจุบัน) จาก “P-62F” ก็ได้รับการพัฒนามาเป็น P-65F ออกจำหน่ายในปีค.ศ.1950 และตามต่อด้วย P-60 ในปีค.ศ.1954 จากนั้นในปีค.ศ.1958 “P-610” ก็ได้ปรากฏตัวด้วย 2 เวอร์ชันให้เลือก P-610A (16 โอห์ม) กับ P-610B (8 โอห์ม) จนกระทั่งในปีค.ศ.1979 ทาง Diatone ก็ได้ปล่อย P-610D ที่เป็นแบบ Alnico magnet กับ P-610F ที่เป็นแบบ Ferrite magnet ซึ่งทั้ง 2 รุ่นก็มี 2 เวอร์ชันให้เลือก ด้วย suffix ต่อท้ายชื่อรุ่น “A” กับ “B” ซึ่ง “A” นั้นวอยซ์คอยล์จะมีค่าความต้านทาน 16 โอห์ม ส่วน “B” วอยซ์คอยล์ก็จะมีค่าความต้านทาน 8 โอห์ม

 68013_1

รูปประกอบ P-610DB

 

เมื่อครั้งที่ “Diatone” เฉลิมฉลองครบรอบปีที่ 50 ในปีค.ศ.1995 ก็ได้ออกผลิตภัณฑ์อันเป็นพิเศษ เพื่อการรำลึกนึกถึงความยิ่งยงของ P-610D ด้วย Full-range speaker รุ่น “P-610M” (ยังคงมี 2 เวอร์ชันให้เลือก ด้วย suffix ต่อท้ายชื่อรุ่น “A” กับ “B”) ที่ครานี้ได้ปรับเปลี่ยนขอบรอบตัวกรวยลำโพง หรือ surround ไปเป็น “หนังแท้” (leather) ทดแทนขอบโฟม (foam surround) แบบดั้งเดิม ทั้งนี้ “Diatone” ได้ผลิตจำหน่าย P-610M (ทั้ง P-610MA และ P-610MB) อยู่ราว 2 ปี จนมายุติสายพานการผลิตลงในปีค.ศ.1997 …นับจากนั้น “Diatone” ก็มิได้ทำการผลิต หรือแม้กระทั่งทำการออกแบบ Full-range speaker รุ่นใดๆ อีกเลย เป็นอันปิดฉาก “ตำนาน” Full-range speaker อันสุดโด่งดังรุ่นหนึ่งของโลกไปอย่างสิ้นเชิง (P-610M สามารถตอบสนองความถี่เสียงสูงขึ้นไปได้ถึง 18kHz เลยทีเดียว)

 P610MBback

รูปประกอบ P-610MB

 

อย่างที่ได้บอกกล่าวไว้ตอนต้นว่า “Diatone” นั้นถือกำเนิดขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่าง NHK กับ Mitsubishi Electric โดยที่ความหมายของชื่อนั้น สื่อไปถึง “ความเยี่ยมยอดของเสียงดุจเดียวกับเพชร” ( “Dia” มาจากคำว่า Diamond ผสานเข้ากับคำว่า tone) และนับเนื่องตั้งแต่ปีค.ศ.1950 ทาง Diatone ก็ได้ส่งมอบลำโพง มอนิเตอร์แท้ๆ ให้แก่ NHK อย่างต่อเนื่องและเป็นทางการ ซึ่งในปีค.ศ.1955 ทาง Diatone ได้ส่งมอบลำโพงมอนิเตอร์รุ่นหนึ่งให้แก่ NHK นั่นคือ “2S-660” ซึ่งต่อมาก็ได้พัฒนาไปสู่รุ่น 2S-205,2S-206 ตามลำดับ

 m

แต่ที่สำคัญยิ่งนัก “2S-660”  นี่แหละคือ “ต้นกำเนิด” ของลำโพงมอนิเตอร์รุ่นสุดดังในอดีตของญี่ปุ่น ที่นับเป็น The Holy Grail of all Japanese Vintage Speakers! นั่นคือ “2S-305” ที่แม้แต่ Nakamichi ก็ยังยกย่องและนำไปใช้งานในการอ้างอิงในฐานะ “Reference Monitor” for Nakamichi Research Inc. (เจ๋งไหมเจ๋งคิดดูละกัน) ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วนั้น “2S-305” เป็น Professional Monitor ที่ Diatone ออกแบบให้แก่ NHK Technical Research Institute. ได้ใช้งานเป็นครั้งแรกในปีค.ศ.1958 ด้วยราคาแรกจำหน่าย 47,000 เยนต่อข้าง อีก 10 ปีต่อมาราคาได้เขยิบขึ้นเป็น 56,000 เยนต่อข้าง และราคานี้ก็ทวีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในปีค.ศ.1984 …เชื่อไหมว่า 2S-305 มีราคาจำหน่ายสูงถึง 350,000 เยนเลยทีเดียว นี่เป็นราคาต่อข้างนะครับ จะบอกให้

 

 3d022fe8ae5169e216c0f1ddb75969e5

รูปประกอบ 2S-305 “Nakamichi Reference Monitor”

 

นอกจากนี้ Diatone ยังเป็นผู้ผลิตรายเดียวก็ว่าได้ ที่ทำการออกแบบสร้างวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่ยักษ์ขึ้นมาใช้งาน (ภายใต้เป้าประสงค์ของ NHK) และก็ใช่ว่าจะมีเพียงรุ่นเดียวเท่านั้นแล้วก็หายสูญไป อาทิรุ่น D-80 (แรกจำหน่ายในปีค.ศ.1985) ที่ต้องสั่งทำเท่านั้น และยังต้องใช้เวลารอนานถึง 4 เดือน สนนราคาอยู่ที่สองล้านห้าแสนเยนเชียวละครับ ซึ่งตัววูฟเฟอร์นั้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ 80 ซม. และต่อมาได้มีพัฒนาการไปสู่รุ่น D-80M; D-80S และ D-80E ภายใต้ชื่อที่ใช้เรียกขานว่า Super Woofer System …แต่หากว่าวูฟเฟอร์ขนาด 80 ซม. ยังไม่เป็นที่ซะใจท่านทั้งหลาย เชื่อหรือไม่ว่า Diatone ยังมีทีเด็ดด้วยรุ่น D-160 (แรกจำหน่ายในปีค.ศ.1985) ซึ่งต้องสั่งทำเท่านั้น และยังต้องใช้เวลาตั้งตารอนานถึง 4 เดือนเฉกเช่นเดียวกับ D-80 ด้วยสนนราคาอยู่ที่สามสิบล้านเยนเลยทีเดียวละครับ ภายใต้ขนาดตัวตู้ 2,372 × 2,312 × 1,375 ม.ม. (กว้างสูงลึก) น้ำหนักรวมมากถึง 1,500 กก. โดยที่ตัววูฟเฟอร์นั้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ 160 ซม. สามารถตอบสนองช่วงความถี่เสียงต่ำลงไปได้ลึกถึง 8 เฮิรตซ์ …!!! ซึ่งได้มีการบันทึกเอาไว้ว่า การทดสอบที่ Koriyama Plant ความถี่ต่ำล้ำลึกประดุจเดียวกับความถี่การสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่ D-160 ปลดปล่อยออกมาทำเอาหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ในห้องแลปนั้นร่วงหล่นลงมาจากฝ้าเพดานเลยทีเดียว

 

นั่นคือเกียรติประวัติส่วนหนึ่งในความเป็น Professional Speakers ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของ Diatone ในการก่อกำเนิดขึ้นมา ทีนี้ก็จะขอนำพาเข้าสู่เรื่องราวของ Home-Use Speakers ที่ Diatone สร้างความโดดเด่นไว้ไม่แพ้กัน โดยได้เริ่มก้าวเข้าสู่แวดวงตั้งแต่ในช่วงปี1960 ภายใต้ชื่อ DS series โดยที่ “DS-2000HR” พระเอกในเรื่องของเราในครั้งนี้ เป็นรุ่นลำโพงที่ออกจำหน่ายในปีค.ศ.1987 ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีรุ่น DS-20000 และ DS-20000B ที่มีราคาแพงกว่ามาก แต่ทว่าก็ไม่นับว่าเป็นรุ่นปกติ เพราะเป็นรุ่นสั่งทำพิเศษ และจำกัดการผลิตไว้แค่เพียง 300 คู่เท่านั้น

 

โดยแท้จริงแล้ว คงต้องย้อนหลังไปในปีค.ศ.1985 ที่ “DS-2000” ได้ออกจำหน่ายเป็นครั้งแรก จนเป็นต้นกำเนิดแห่งพัฒนาการของ DS-2000 Series ในรุ่นต่อๆ มา ซึ่งนอกเหนือไปจาก DS-2000 แล้วทาง Diatone ยังมีรุ่น DS-1000 และ DS-3000 ซึ่งปล่อยออกมาในช่วงเวลาก่อนหน้าไม่นานปีนัก (1983 กับ 1984) ซึ่งในทุกรุ่นที่กล่าวมาล้วนมีคุณสมบัติสำคัญร่วมกันอยู่ประการหนึ่งก็คือ การมีระบบตัวตู้ที่เป็นแบบ closed type system หรือในอีกชื่อเรียกขานว่า acoustic suspension นั่นเองละครับ  …ในขณะที่รุ่นใหญ่กว่านี้ อย่างรุ่น DS-5000 นั้นระบบตัวตู้จะเป็นแบบ bass reflex system

 

…อันว่า ระบบตัวตู้ที่เป็นแบบ acoustic suspension หรือแบบตู้ปิดนั้นในแวดวงลำโพงแล้วถือว่า มีจุดเด่นมากมาย เฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความล้ำลึกและหนักแน่นมีพลังของช่วงความถี่เสียงต่ำทำให้นักเล่นเครื่องเสียงที่มีประสบการณ์มักแสวงหามาฟัง แต่โดยทั่วไปแล้วไซร้ จะค่อนข้างหาได้ยากสำหรับลำโพงที่มีขนาดใหญ่ๆ เนื่องเพราะการออกแบบต้องพิถีพิถัน ควบคู่กับตัวตู้ที่ต้องมีความแข็งแรงมาก ตัวตู้ขนาดใหญ่ๆ จึงทำได้ยาก และมีน้ำหนักมาก การขนส่งก็ทำได้ลำบากราคาขายจึงต้องสูงตาม การจำหน่ายจึงทำได้ยากกว่าธรรมดา โดยที่ “DS-2000” –ต้นตำรับ– จะมีราคาจำหน่ายกำหนดไว้ที่ 168,000 เยนต่อข้าง ภายใต้การทำงานแบบ 3-ทาง 3-ตัวขับเสียงด้วยเป้าหมายการออกแบบให้เป็นลำโพงที่สามารถส่งมอบรายละเอียดได้สูงมาก พร้อมด้วยความฉับไว และแม่นยำในความถูกต้องของสรรพเสียง ดังนั้นการออกแบบลำโพงจึงได้ให้ความสำคัญต่อทั้งในส่วนของโครงสร้างตัวตู้, ตัวขับเสียง รวมทั้งเนทเวอร์คที่ใช้

 48943

ตัววูฟเฟอร์ที่ใช้ใน “DS-2000” มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 ซม. ซึ่งก็มิได้ใหญ่โตอะไร หากแต่ว่า วัสดุตัวกรวยซิครับ มิใช่ธรรมดา… เพราะเป็นแบบ honeycomb construction cone ที่ Diatone พัฒนาขึ้นมาในแบบฉบับของตัวเอง และยังใช้ระบบแม่เหล็กแบบ DMM (Direct Magnet Circuit Mounted) scheme อีกด้วย ทำให้ได้มาซึ่งค่าความเข้มข้นของเส้นแรงแม่เหล็กที่สูงมาก เป็นปัจจัยสำคัญต่อการทำให้ตัววูฟเฟอร์มีอัตราเร่งที่รวดเร็วฉับไวมาก ส่วนทางด้านตัวมิดเรนจ์ที่ทำหน้าที่ในการขับขานช่วงความถี่เสียงกลางก็มิใช่ธรรมดาเฉกเช่นกัน เพราะตัวโดมนั้นเป็นแบบ boron D.U.D. diaphragm ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 ซม.

 

อันว่า “boron” นั้นได้ชื่อว่าเป็นวัตถุธาตุ (element) ที่มีค่าความแข็ง (hardness) ที่สูงมากจะเป็นรองก็แต่เพชรเท่านั้น ขณะเดียวกันก็มี acoustic property ที่เป็นเลิศ บวกกับ physical property ที่ค่อนไปทางแม่เหล็ก (magnet) มากกว่าที่จะเป็นโลหะ (metal) จึงทำให้มีอาการเรสโซแนนซ์ที่ราบเรียบไม่ฉูดฉาดเหมือนกับโลหะ ซึ่งด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวโดยทางธรรมชาติที่เหมาะสมมากเยี่ยงนี้ “โบรอน” จึงถูกเลือกมาใช้เป็นวัสดุตัวโดม ซึ่งทาง Diatone นำมา “ขึ้นรูป” ด้วยกรรมวิธีพิเศษ พร้อมกับการใช้เทคนิกวิธีที่เรียกว่า D.U.D. (Diatone Unified Diaphragm) โดยที่ตัวโดมและกระบอกวอยซ์คอยล์จะเป็นส่วนเดียวกัน ดังนั้นจึงเท่ากับว่า ขดลวดวอยซ์คอยล์กับตัวโดมนั้นเป็นส่วนเดียวกัน ..ทันทีที่วอยซ์คอยล์ขยับขับเคลื่อนที่ ตัวโดมก็จะออกตัวในทันทีเช่นกัน ไม่เกิดการสูญเสียใดๆ ทั้งในส่วนของค่าเวลาและพลังงาน ตัวขับเสียงกลางนี้จึงให้ทั้งรายละเอียดและความฉับไวได้ดีมาก รวมไปถึงเรื่องของความแม่นยำถูกต้องของเสียง

 

มาถึงตัวทวีตเตอร์ ที่ทำหน้าที่ในการขับขานช่วงความถี่เสียงสูงก็ใช้เป็น boron D.U.D. diaphragm เช่นกัน เพื่อให้เกิดความกลมกลืนต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกันของช่วงย่านเสียงกลางและเสียงสูง โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.3 ซม. …แน่นอนว่า เมื่อใช้ตัวขับเสียงที่ไม่ธรรมดา เนทเวอร์คที่ใช้ก็ต้องไม่ธรรมดาเช่นกัน  ทั้งในแง่ของเกรดอุปกรณ์ที่เลือกมาใช้งาน, รูปแบบการจัดวาง รวมไปถึงตำแหน่งติดตั้ง ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดทอนผลกระทบจากพลังงานแรงสั่นสะเทือนและพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ออกมาจากแม่เหล็ก วิศวกรของ Diatone จึงเลือกที่จะออกแบบ three-piece isolation division system ขึ้นมารองรับกับเนทเวอร์ค

 

ทั้งนี้ “DS-2000” สามารถครอบคลุมช่วงความถี่ตอบสนองได้กว้างขวางมากตั้งแต่ 28 เฮิรตซ์ขึ้นไปจนสุดโต่งที่เกินกว่า 40 กิโลเฮิรตซ์ โดยมีค่าความไวเสียงอยู่ที่ 90 ดีบี ส่วนค่าความต้านทานเท่ากับ 6 โอห์มโดยประมาณ จุดตัดกรองช่วงความถี่กำหนดไว้ที่ 500Hz กับ 4.5kHz อัตรารองรับกำลังขับ 60 วัตต์ (ปกติ) และ 180 วัตต์ (สูงสุด) ภายใต้มิติขนาดตัวตู้ 410x710x362 ม.ม. (กว้างxสูงxลึก) น้ำหนัก 38 กก.ต่อข้าง

 

Diatone ออกจำหน่าย DS-2000 อยู่ราวๆ 2 ปี พอถึงปีค.ศ.1987 ก็ถึงคราปล่อยรุ่น “DS-2000HR” ออกมา ด้วยราคาจำหน่าย 200,000 เยนต่อข้าง โดยมีเป้าหมายของการปรับปรุงใหม่ครั้งนี้ เพื่อให้ได้มาซึ่งสรรพเสียงที่ให้ความเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น (more natural sound) ดังนั้นจึงได้มีการปรับเปลี่ยนในหลายส่วนเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของตัวตู้ที่มุ่งเน้นความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นกว่าธรรมดา โครงสร้างตัวตู้ของ “DS-2000HR” จึงแตกต่างจาก DS-2000 ด้วยการคิดคำนวณอย่างพิถีพิถันของคอมพิวเตอร์เพื่อให้เกิดการกระจายตัวของเรสโซแนนซ์ โดยในส่วนของผนังตัวตู้จะใช้เป็นวัสดุ two-layer laminate particle board ที่มีความหนาถึง 40 ม.ม. ในขณะที่แผงหลังตัวตู้จะใช้แบบ three-layer structure เพื่อให้ได้มาซึ่งความแข็งแรงทางโครงสร้างสูงสุด และช่วยลดทอนการสะสมพลังงานแรงสั่นสะเทือน ด้วยเหตุฉะนี้ “DS-2000HR” จึงมีน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นเป็น 42 กก.ต่อข้าง

 

ในส่วนของระบบตัวตู้ยังคงเป็นแบบ ตู้ปิด หรือ acoustic suspension ภายใต้ระบบการทำงาน 3-ทาง 3-ตัวขับเสียงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากรุ่น DS-2000 ทว่าในส่วนของตัวขับเสียงมีการปรับปรุงภายในหลายอย่างด้วยกัน แม้จะยังคงใช้ตัวขับเสียงที่เป็นวูฟเฟอร์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 ซม. ทว่าวัสดุตัวกรวยที่ใช้นั้นเป็น polyamide-based aramid honeycomb construction cone ที่ Diatone พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ พร้อมด้วยระบบแม่เหล็กแบบ DMM (Direct Magnet Circuit Mounted) อันทรงประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทำงานควบคู่กับตัวขับเสียงมิดเรนจ์แบบโดมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 ซม.ที่ปรับปรุงวัสดุตัวโดมเป็นแบบ boron/titanium D.U.D. diaphragm และตัวขับเสียงทวีตเตอร์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.3 ซม. ก็เป็นแบบ boron/titanium D.U.D. diaphragm เช่นกัน

 81640

กระนั้นค่าตัวเลขสเปคฯของ  “DS-2000HR” ก็ไม่มีอะไรที่แตกต่างไปจาก DS-2000 ไม่ว่าจะเป็นช่วงความถี่ตอบสนองที่ครอบคลุมได้กว้างขวางมากตั้งแต่ 28 เฮิรตซ์ขึ้นไปจนสุดโต่งที่เกินกว่า 40 กิโลเฮิรตซ์ โดยมีค่าความไวเสียงอยู่ที่ 90 ดีบี ส่วนค่าความต้านทานเท่ากับ 6 โอห์มโดยประมาณ จุดตัดกรองช่วงความถี่กำหนดไว้ที่ 500Hz กับ 4.5kHz อัตรารองรับกำลังขับ 60 วัตต์ (ปกติ) และ 180 วัตต์ (สูงสุด) ภายใต้มิติขนาดตัวตู้ 410x712x372 ม.ม. (กว้างxสูงxลึก) …แต่ทว่าคุณลักษณ์ทางเสียงที่รับฟังนั้น “แตกต่าง” อยู่พอสมควรทีเดียว เฉพาะอย่างยิ่งในด้านการจำแนกแยกแยะรายละเอียด และการส่งมอบตำแหน่งแห่งที่ต่างๆ ใน “ความลึก” ของสภาพเวทีเสียงอันยอดเยี่ยม

 

ใครที่มี “DS-2000HR” อยู่ในครอบครอง ขอให้ภาคภูมิใจเถอะครับว่า นี่คือระบบลำโพงที่ให้รายละเอียดเสียงได้ไม่น้อยหน้าระบบลำโพงในสมัยปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ได้ออกแบบไว้ตั้งแต่เมื่อเกือบ 30 ปีมาแล้ว – ซึ่งในครั้งหน้า จะขอนำพาลำโพงอีกรุ่นในชุด DS-2000 Series ของ Diatone มาแนะนำ อันเป็นพัฒนาการท้ายสุดของ DS-2000 Series ที่ได้รับการขนานนามว่า The Last Flagship of DS-2000 โดยจะได้แจกแจงในด้านคุณภาพเสียงให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบกัน …โปรดติดตาม

 

 

หมายเหตุ :- …มีคนจำนวนไม่น้อยที่มักจะพูดว่า “เครื่องเก่า” นั้น มันตกสเปคฯ ไม่น่าเล่น, เชย หรือ ตกยุค, เสี่ยงต่อความเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ใช้งาน อันอาจนำพามาซึ่งความเสียหาย (อย่างร้ายแรง) ต่อซิสเต็มที่ใช้งาน, ซื้อมาใช้งานก็ไม่มีการรับประกัน (warranty) แต่อย่างใด หนำซ้ำเมื่อเครื่องเสียเพราะหมดอายุการใช้งาน อาจหาอะไหล่มาเปลี่ยนใหม่ไม่ได้ด้วยซ้ำไป – อะไรทำนองนั้น ซึ่งเหล่านั้นก็เป็นความจริง – แต่มันจริงเพียงส่วนเดียว เพราะหากพินิจ-พิจารณาไคร่ครวญดูดีๆอย่างมีเหตุผล จะพบว่า “เครื่องเก่า” ที่เขาเล่นกันนั้น มันเป็นเครื่องในระดับไฮ-เอ็นด์ในยุคสมัยนั้นทั้งสิ้น ซึ่งกาลเวลาได้พิสูจน์ให้ประจักษ์แล้วว่า “ดีจริง” แม้จะผันผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน สมรรถนะและคุณภาพเสียงก็ยังเป็นที่น่าถวิลหา อีกทั้งคนที่ชื่นชอบใน “เครื่องเก่า” หรือ…การเล่นเครื่องเสียงแนววินเทจนั้น บางครั้งเรื่องของตัวเลขต่างๆที่ระบุไว้ในสเปคฯ มิได้ถูกนำมาคิด-พิจารณาเลยด้วยซ้ำ

 

“ความชอบ” นั้นมาจาก “เสียง” ที่ได้รับฟัง-เหนือปัจจัยใดๆทั้งสิ้น-ถ้าฟังแล้วบังเกิดความน่าหลงใหล  เพราะสิ่งที่ได้รับฟังจาก “เครื่องเก่า” มักจะ-แตกต่าง-อย่างที่ “เครื่องใหม่” ซึ่งทันสมัยกว่า ตัวเลขสเปคฯก็ดูดีกว่า อาจทำได้ไม่เท่า …ผู้คนจำนวนมากทั่วโลกจึงถวิลหา “เครื่องเก่า” ที่โด่งดังในอดีตมาครอบครอง บางเครื่อง-บางรุ่นที่ยอดนิยมจริงๆนั้นถึงกับ “แย่ง” กันก็มี ทั้งๆที่ “ราคา” นั้นสูงลิบลิ่ว ยิ่งกว่าราคาตอนแรกจำหน่ายด้วยซ้ำไป นั่นเพราะว่า “มันหายากส์” ไม่ค่อยจะมีใครยอม “ปล่อย” ออกมา แม้ว่า จะขายได้ราคาดีมากๆก็ตาม

 

…บางทีคนที่มุ่งโจมตี “เครื่องเก่า” อาจต้องหันมาพิจารณาตัวเองบ้าง… ใช้เหตุและผล มิใช่ความคิดส่วนตนเป็นเครื่องตัดสินถูก-ผิด เรื่องของ “ความชอบ” หรือ “ความถูกใจ” ของคนเรา มันอยู่เหนือเหตุ-ผลใดๆ …นะจะบอกให้ ซึ่งถ้าไม่ชี้โกง หรือ โป้ปดกัน หากลองกลับไปนั่งฟังเครื่องเก่าตกรุ่นที่มีเก็บสะสมอยู่บ้าง น่าจะซาบซึ้งดีว่า เสียงที่รับฟังจาก “เครื่องเก่า” นั้น มันให้อารมณ์ร่วมได้ขนาดไหน – ถามใจตัวเองดูซิด้วยความสัตย์จริงนะ

 

…บ้างหรือเปล่า ? แล้วนำออกมาฟังอยู่ประจำ หรือไม่ ? ว่า จริงอ๊ะปล่าว….