รีวิว ESOTERIC G-02 Master Clock Generator

Test  …..มงคล อ่วมเรืองศรี

เป้าหมายการออกแบบของ ESOTERIC คือการสร้างสรรค์เสียงเพลงและดนตรีให้ได้กลับคืนมาดุจเดียวกับสัญญาณแบบฉบับ ซึ่งโดยแท้จริง “ESOTERIC” แม้จะมี-รากฐาน-มาจาก TEAC – บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการบันทึกและถอดแบบสัญญาณเสียงมาอย่างยาวนานของญี่ปุ่น ซึ่งแม้แต่ยุโรปและอเมริกันยังให้การยอมรับ แต่สำหรับ “ESOTERIC” แล้วไซร้ ได้พุ่งเป้าไปสู่ความเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องเสียงระดับไฮ-เอนด์อย่างเต็มตัว (ตั้งแต่อุปกรณ์แหล่งสัญญาณดิจิทอล อย่าง network audio players, SACD, DAC และอุปกรณ์เกี่ยวข้อง ไปจนถึง amplifiers) โดยได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ.1987 โดยมีสำนักงานใหญ่รวมทั้งโรงงานตั้งอยู่ที่กรุงโตเกียว จุดเด่นสำคัญอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดนั้นเน้นใช้เทคโนโลยีอันล้ำยุค (Cutting edge technologies) ร่วมกับความเป็นเลิศด้านฝีมือการผลิตอันสุดประณีตของคนญี่ปุ่น (state-of-the-art Japanese craftsmanship) ผสานเข้ากับความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมล้ำสมัย (passion for innovation) เพื่อเปิดสู่มิติใหม่ในประสบการณ์แห่งการรับฟัง

TEAC ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ.1953 ในฐานะ Tokyo Television Acoustic Company (ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ NHK: Japanese Broadcasting Corporation ได้ออกอากาศรายการโทรทัศน์ในประเทศญี่ปุ่น) ทว่าภายหลังได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Tokyo Electro Acoustic Company แล้วก็มาเป็น ‘TEAC’ (ที-แอค) ในที่สุด ทั้งนี้ในช่วงปีแรกๆ เมื่อครั้งที่ “hi-fi” ยังไม่ใช่คำที่แพร่หลายกันนักในแวดวง “TEAC” ได้ทำการพัฒนา 3-motor open-reel tape transport system ‘ต้นแบบ’ หรือ prototype ขึ้นมา ซึ่งในช่วงปีถัดมา “TEAC” ก็ได้เปิดตัว open-reel tape deck เครื่องแรกของโลกที่มีกลไกการย้อนกลับอัตโนมัติออกสู่สาธารณะ …นี่แหละคือ ผลิตภัณฑ์ระดับนวัตกรรมที่นำร่องสู่เครื่องเล่น/บันทึกเทปในระบบเสียงไฮ-ไฟในประเทศญี่ปุ่นนับแต่นั้น

ต่อมาในช่วงปลายทศวรรษ’60 “TEAC” ก็ได้เปิดตัว hi-fi cassette deck รุ่นแรกออกจำหน่าย ภายใต้ชื่อรุ่นว่า A-20 …ทำให้ TEAC ได้ชื่อชั้นว่าเป็นผู้นำตลาดใหม่ในการพัฒนา cassette deck  และหลังจากนั้นไม่กี่ปี TEAC ก็ได้เปิดตัว cassette deck รุ่น A-350 ซึ่งมีระบบ Dolby NR เป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น ตามต่อด้วย “ความเป็นผู้นำ” ในอุปกรณ์ open-reel tape decks สำหรับการใช้งานในบ้านด้วยรุ่น A-7400RX ซึ่งได้ผนวกไว้ซึ่ง dbx technology อันเป็นเทคโนโลยีทันสมัยที่ใช้ในแวดวงการบันทึกเสียงระดับมืออาชีพ ส่งผลสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงต่อตลาดอุปกรณ์ไฮ-ไฟของโลกในขณะนั้น

ในช่วงต้นทศวรรษ’80 “TEAC” ได้พัฒนาชิ้นงานระดับ masterpieces ในแวดวง CD player ออกจำหน่าย ภายใต้ชื่อรุ่น ZD-7000 ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเครื่องเล่นซีดีระดับ “state of the art” ซึ่งใช้งานภาคถอดรหัสดิจิตอลสู่อนาล็อก (digital to analog converter) อันเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ TEAC นั่นคือ “ZD circuit” ภายใต้โครงสร้างตัวเครื่องอันสุดแข็งแกร่งให้ความทนทานสูง …และแล้วในปีค.ศ.1987 “TEAC” จึงได้เปิดตัวแบรนด์ “ESOTERIC” อย่างเป็นทางการ โดยพุ่งเป้าไปสู่เป้าหมายการออกแบบและผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงในระดับไฮ-เอนด์โดยเฉพาะเจาะจง พร้อมกันนั้นก็ได้แนะนำผลิตภัณฑ์รุ่นแรกสุดของ ESOTERIC ออกสู่ตลาด อันประกอบด้วย P-1 / D-1 separate CD player system และ R-1 DAT recorder ทั้งนี้ “P-1” นับเป็นอุปกรณ์แรกสุดที่ใช้ ‘VRDS’ (Vibration-free Rigid Disc Clamping System) mechanism ในการอ่านข้อมูลจากแผ่นซีดีอย่างแม่นยำ จนสร้างความฮือฮาอย่างมากจากเหล่านักวิจารณ์ และนักฟังระดับออดิโอไฟล์ในยุคนั้น

ปัจจุบัน “ESOTERIC” ได้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง มีจุดแข็งในเทคโนโลยีอันล้ำสมัย จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกในสมรรถนะการใช้งานและคุณภาพเสียงระดับไฮ-เอนด์อย่างแท้จริง เฉพาะอย่างยิ่งมีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมในส่วนของอุปกรณ์ดิจิทัลอันโดดเด่นเกินใคร โดยจัดแบ่งออกเป็นผลิตภัณฑ์ใน 3 ลำดับชั้นด้วยกัน อันได้แก่ ‘Grandioso’ ที่ถือเป็น Reference Audio System; Premium Line และ Standard Line ภายใต้ผลิตภัณฑ์หลากหลายรุ่นด้วยกัน ซึ่งอุปกรณ์ Master Clock Generator เป็นผลิตภัณฑ์อีกประเภทของ ESOTERIC ที่สร้างชื่อโด่งดังมาก

อะไรคือ Master Clock Generator

‘Clock’ หรือ ‘สัญญาณนาฬิกา’ ก็คือ pulse signal (สัญญาณช่วงความถี่) ที่ใช้เป็นสัญญาณอ้างอิงสำหรับวงจรดิจิทอลทั้งปวง …อย่างที่ทราบกันดีว่า “ดิจิทอล” นั้นจะทำงานในลักษณะเชิงตัวเลข ที่มีแค่ 2 สถานะด้วยกัน นั่นคือ ‘เปิด’ (หรือเทียบได้กับค่า “1”) กับ ‘ปิด’ (ซึ่งเทียบได้กับค่า “0”) ดังนั้นการทำงานของดิจิทอลจึงเกี่ยวข้องอยู่กับสถานะ “เปิดๆ – ปิดๆ” หรือ “ติดๆ – ดับๆ” ไล่เรียงลำดับกันไปเรื่อยๆ ซึ่งรูปแบบของการจัดเรียงสถานะ “เปิดๆ – ปิดๆ” หรือ “ติดๆ – ดับๆ” นี่แหละที่สามารถก่อให้เกิดการ “แทนค่า” ทางคณิตศาสตร์ หรือเชิงตัวเลขขึ้นมา ซึ่งเรียกว่า binary code

ทว่าการ “แทนค่า” ทางคณิตศาสตร์จะเกิดขึ้นได้ ก็จำเป็นต้องใช้สถานะ “เปิด-ปิด” หรือ ติดๆ – ดับๆ ไล่เรียงลำดับกันอย่างน้อย 4 หน่วยด้วยกัน ภายใต้อัตราความเร็วในการ “สุ่มค่า” (sampling) ที่มีความเร็วสูงกว่า 2 เท่าของช่วงความถี่หลัก-ที่ต้องการทำการแทนค่านั้นเป็นอย่างน้อย ซึ่งแต่ละ “หน่วย” นั้นก็คือแต่ละ “บิต” (bit) นั่นเอง …ตัวอย่างเช่น การแทนค่าช่วงความถี่เสียงที่เรา-ท่านรับฟังกัน ซึ่งโดยทั่วไปจะครอบคลุมตั้งแต่ 20-20,000 เฮิรตซ์ ก็จำเป็นที่จะต้องให้ระบบดิจิทอลนั้นทำการ “สุ่มค่า” ช่วงความถี่เสียงที่ระดับสูงกว่า 40,000 เฮิรตซ์ (20,000 เฮิรตซ์ x 2 เท่า) เป็นอย่างน้อย เพื่อให้เกิดการ “แทนค่า” ได้ละเอียดอย่างเพียงพอ

ซึ่งเพื่อที่จะให้มาซึ่ง “ความละเอียด” (resolution) ของการ-แทนค่า-ทางคณิตศาสตร์ได้อย่างเพียงพอนี่เอง ก็จำเป็นที่จะต้องใช้ “หน่วย” หรือจำนวนบิตที่มากพอต่อการรองรับกับค่าความละเอียดนั้น ซึ่งจะสอดสัมพันธ์กับค่าความละเอียดของการแทนค่าทางคณิตศาสตร์นั้น สำหรับการ “แทนค่า” ทางสัญญาณเสียงนั้น จำเป็นต้องใช้ “หน่วย” หรือจำนวนบิตที่สูงกว่า 4 บิตเช่นทั่วไป (อย่างเช่นในสัญญาณภาพ) เนื่องเพราะสัญญาณเสียงนั้นมีความซับซ้อนมากทีเดียว มีทั้งช่วงเสียงสูง-เสียงต่ำ (frequency) ที่แตกต่างกันมหาศาล และช่วงระดับความดัง (amplitude) ตั้งแต่เสียงกระซิบจนกระทั่งดังสนั่น รวมทั้งค่าเฟสสัญญาณ (phase) ที่เปลี่ยนผันมากมาย ทำให้จำเป็นต้องใช้การแทนค่าด้วยจำนวน 8 บิตเป็นอย่างน้อย ซึ่งเมื่อต้องการ-แทนค่า-สัญญาณเสียงจำนวน 2 ช่องสัญญาณ (channel) ในระบบสเตอริโอ (stereo) จึงกลายเป็นค่า 16 บิตอย่างที่เรา-ท่านคุ้นเคยกัน

นี่จึงเห็นได้ว่า ระบบดิจิทอลนั้นจะมีเรื่องของค่าเวลา หรือ timing เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อใช้ควบคุมให้การ-แทนค่า-นั้นมีความแม่นยำ (ช่วงของการ “สุ่มค่า” นั้นจำเป็นจะต้องมีความเที่ยงตรงของความถี่อ้างอิงเป็นหลัก) ดังนั้นอุปกรณ์ดิจิทอลทุกชิ้นจะต้องมีตัวกำเนิดสัญญาณนาฬิกาที่ใช้อ้างอิงในขณะทำงานติดตั้งอยู่ในตัว (on-board clock oscillator) ด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่ง “นาฬิกา” ที่มีคุณภาพสูงนับว่า มีความสำคัญสำหรับการประมวลผลสัญญาณที่แม่นยำปราศจากการเหลื่อมล้ำทางค่าเวลา (อย่างที่เรียกกันว่า jitter) แต่ทว่า on-board clock oscillator ที่ใช้กันอยู่ในอุปกรณ์ดิจิทอลโดยทั่วไป มักจะเป็น “oscillator” ราคาถูกที่ให้ความแม่นยำของค่าเวลาในระดับหนึ่งเท่านั้น (เพื่อควบคุมปัจจัยราคาจำหน่ายไว้ มิให้สูงเกินไป) ซึ่งสามารถแปรผันค่าความเที่ยงตรงของนาฬิกาไปตามระยะเวลาของการใช้งาน หรือแปรเปลี่ยนไปตามค่าอุณหภูมิในขณะใช้งาน ส่งผลให้การ “แทนค่า” ในเชิงคณิตศาสตร์นั้น-ไม่ถูกต้อง ขาดซึ่งความแม่นยำ-อย่างที่ควรจะเป็น

…ตรงนี้แหละครับที่ Master Clock Generator เข้ามาบทบาทสำคัญ “Master Clock Generator” เป็นอุปกรณ์นาฬิกาภายนอก (external clock device) ที่ออกแบบมาเพื่อส่งมอบค่าเวลาอ้างอิงหลัก (Master Clock) ที่มีความแม่นยำสูงมากระดับ ultrahigh precision ให้แก่อุปกรณ์ดิจิทอลต่างๆ (อย่างเช่น Transport, DAC, SACD player หรือว่า network audio player) ที่มีขั้วอินพุตเพื่อการรองรับค่าสัญญาณนาฬิกาภายนอกติดตั้งมาให้ ทั้งนี้ “Master Clock Generator” จะก่อกำเนิดสัญญาณนาฬิกาที่มีความเที่ยงตรงระดับสูงมาก และให้เสถียรภาพที่ดีกว่านาฬิกาที่ติดตั้งอยู่ในอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อระหว่างกัน ทำให้ได้มาซึ่งคุณภาพเสียงดีขึ้นอย่างน่าทึ่ง !

คุณลักษณ์

G-02 มีหัวใจหลักของระบบการทำงานอยู่ที่การใช้ OCXO (Oven Controlled Crystal Oscillator) ที่ ESOTERIC ทำการพัฒนาล่าสุดเป็นตัวกำเนิดความถี่สัญญาณนาฬิกาค่าความเที่ยงตรงสูงมาก (Ultrahigh Precision) “OCXO” มีจุดเด่นอยู่ที่อุณหภูมิภายในนั้น-คงที่-ตลอดเวลา ไม่แปรเปลี่ยนสภาพความแม่นยำไปตามระยะเวลาของการใช้งาน (ซึ่งย่อมจะมีค่าอุณหภูมิสะสมที่เพิ่มขึ้นจนถึงจุดๆ หนึ่ง) โดยที่ ‘OCXO’ นี้ได้รับการออกแบบจากการอ้างอิงภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดตรงจาก Grandioso series สามารถให้ความแม่นยำของความถี่กลาง (center frequency) อันยอดเยี่ยม (ค่าเบี่ยงเบนไปเพียงแค่ ± 0.01 ppm)

นอกจากนี้ยังใช้ “Wide Range Clock Buffer Amplifier” ซึ่งจริงๆ แล้วได้รับการพัฒนาขึ้นสำหรับ Grandioso G1 โดยเป็นวงจรในแบบ discrete circuits (แยกอุปกรณ์เป็นตัวๆ มิใช่ IC circuits) ซึ่งใช้ทรานซิสเตอร์ความเร็วสูง (high-speed transistors) ซึ่งมีสมรรถนะอันยอดเยี่ยมต่อช่วงความถี่สูง และยังแยกใช้งานแต่ละตัวสำหรับในแต่ละช่องเอาท์พุทโดยเฉพาะ เพื่อให้ได้มาซึ่งคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น

ที่สำคัญ G-02 ยังมี “Adaptive Zero Ground” (อันเป็นวงจรที่สืบทอดมาจาก Grandioso G1) ใช้งานคั่นอยู่ระหว่าง OCXO กับ buffer amplifiers โดยที่โหมดการทำงาน “Adaptive Zero Ground” จะทำหน้าที่ดึงให้สัญญาณกราวด์อยู่ที่ค่า 0 โวลต์ และยังช่วยลดเสียงรบกวนในลักษณะของ random jitter ที่เกิดจากสภาพการเปลี่ยนแปลงแรงดันไฟฟ้าของสัญญาณกราวด์อีกด้วย (มีสวิทช์ให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้งานระหว่าง adaptive mode กับ normal mode ซึ่งจะให้ลักษณะเสียงที่ต่างกัน แล้วแต่ความชื่นชอบของการฟังในแต่ละบุคคล)

ในส่วนของเพาเวอร์ ซัพพลาย (Power Supply) ใช้ภาคจ่ายไฟที่ออกแบบใหม่ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้งานให้แก่ “Wide Range Clock Buffer Amplifiers” ด้วยการแบ่งออกเป็นบล็อกๆ (blocks) เพื่อให้ได้ค่ากระแสและแรงดันไฟฟ้าส่งจ่ายที่มีความสะอาดและมีประสิทธิภาพดีที่สุด โดยใช้หม้อแปลงไฟฟ้าแบบ toroidal เป็นหม้อแปลงไฟฟ้าหลัก (main transformer) และใช้หม้อแปลงไฟฟ้าแบบ EI สำหรับตัวควบคุม ร่วมกับตัวเก็บประจุหลายตัวเรียงต่อกันทำหน้าที่เป็นวงจรกรองการกระเพื่อมของกระแสไฟฟ้า (ripple filter) และ Schottky barrier diodes เพื่อการตอบสนองอย่างรวดเร็ว ให้เหมาะต่อการรองรับการประมวลผลแบบดิจิทอลอันฉับไว และช่วยป้องกันผลกระทบใดๆ ต่อ OCXO ในขณะใช้งาน

G-02 มีขนาดตัวเครื่อง (กว้าง x สูง x ลึก) 445 x 107 x 359 ม.ม. น้ำหนัก 11.3 กก. ด้านหลังตัวเครื่องติดตั้งช่องเสียบต่อต่างๆ ซึ่งเป็นแบบ BNC เอาไว้ดังนี้ :- 10 MHz Out (square wave) จำนวน 4 ชุด; Clock Out (100 kHz) จำนวน 4 ชุด (A x 2 และ B x 2) และ EXT IN (External 10 MHz Input for External Clocks) อีก 1 ชุด ส่วนด้านหน้าเครื่องจะมีสวิทช์ควบคุมการใช้งานดังนี้ :- ปุ่มกดเลือก A หรือ B หรือ 10 MHz; MENU และ POWER …นั่นหมายความว่า G-02 พร้อมต่อการส่งผ่านสัญญาณนาฬิกาอ้างอิงไปสู่อุปกรณ์ดิจิทอลได้มากถึง 8 อุปกรณ์ด้วยกัน ซึ่งสามารถเลือก “เปิด” หรือ “ปิด” (ON/OFF) การจ่ายสัญญาณได้ตามต้องการ โดยที่ “G-02” จะครอบคลุมค่าความถี่อ้างอิงได้ตั้งแต่ความถี่พื้นฐานอย่าง  44.1 kHz/48 kHz ขึ้นไปจนสูงสุดที่ 22.5792 MHz/24.576 MHz

ผลการรับฟัง

ขอชี้แจงสักนิดนะครับว่า นี่เป็นการเดินทางมาฟังเทสต์นอกสถานที่ โดยได้ใช้โชว์รูมของบริษัท Innovative Audio Video (IAV) ละแวกหัวลำโพงในการรับฟังของผมครั้งนี้ ภายใต้การขับขานจากลำโพงรุ่น Master 2BE ของ Focus Audio ด้วยเพาเวอร์ แอมป์รุ่นท้อปสุดแบบ monoblock ของ Karan Acoustic รุ่น KA M 900 มาทำหน้าที่ขับขานเจ้า “Master 2BE” ร่วมกับปรีแอมป์รุ่น Corus ของ Jeff Rowland และแหล่งสัญญาณที่เป็น SACD/CD player รุ่น K-03 ของ Esoteric ที่เสริมสมรรถนะการทำงานด้วย Master Clock Generator รุ่น G-02 ซึ่งก็ได้สร้างประสพการณ์การรับฟังอันน่าประทับให้ผมได้ประจักษ์เก็บไว้ในความทรงจำอย่างน่าตราตรึงใจ !

ห้องฟังชั้นดี-ซ่อนตัว-อยู่ในโชว์รูมของ IAV (โดยมีขนาดกว้าง 4.93 ม., ยาว 7.75 ม. และสูง 2.79 ม.) ที่ต้องขอบอกว่า ห้องฟังนี้มีสภาพอะคูสติกอันเยี่ยมยอดครับ ทำให้ผมนั่งฟังตั้งแต่เช้าจรดเย็นได้อย่างเพลินใจ ไม่รู้สึกอึดอัด-อับทึบแต่อย่างใด …สิ่งที่รับฟังได้สร้างความประทับใจอย่างมาก รายละเอียดต่างๆ ในเพลงและดนตรีที่รับฟังจะรับรู้ว่า ผุดโผล่ หรือลอยตัวขึ้นมาเป็นอิสระ เสียงร้องที่เป็นตัวเป็นตนอยู่ท่ามกลางเวทีเสียงอันแผ่กว้าง และถอยลึกเข้าไป ชิ้นดนตรีต่างๆ ที่เรียงรายตำแหน่งแห่งที่ ถอยลึกไล่ลำดับเข้าไปเป็นชั้นๆ (layer) อย่างน่าตื่นใจ รวมไปถึงช่วงย่านเสียงเบสที่หนักแน่น กระแทกกระทั้นให้เรี่ยวแรงกระทบปะทะ และเด็ดขาดในจังหวะจะโคนยิ่งนัก การทิ้งทอดตัวของเสียงต่ำก็ลึกล้ำ-ดื่มด่ำอย่างน่าทึ่ง ยิ่งฟังยิ่งสนุก ฟังได้มันส์ในอารมณ์จริงๆ

คุณจะรับรู้ได้ถึงความอิ่มฉ่ำ ความกลมกล่อม ละมุนละไม ความหนักแน่น ฉับไว และจังหวะจะโคนอันแม่นยำ เต็มเปี่ยมด้วยความมีชีวิตชีวา รวมถึงความสะอาดสะอ้านของเสียงทำให้เราสามารถจับเสียงดนตรีชิ้นนั้นชิ้นนี้ได้ถนัดหูราวกับมองเห็นเป็นตัวเป็นตนเลยทีเดียว เสียงเพลงและดนตรีที่รับฟังเป็นลักษณะเสียงที่ปลดปล่อย เปิดโปร่ง สดใส-สะอาด-แจ่มชัด ทั้งในแง่ของความกระชับ-ฉับไวในท่วงท่า ควบคุมจังหวะจะโคนของดนตรีได้ดี มีไดนามิกเสียงอันฉับพลันให้ความไหลลื่น

จากการรับฟังจากแนวเพลงการแสดงสด ก็จะรับรู้บรรยากาศของฮอลล์ หรือสถานที่แสดงสดนั้นได้อย่างอบอวลมากให้การรับรู้ถึงความโอฬารของสถานที่บันทึกเสียง พร้อมด้วยความกังวานของเสียงช่วยให้การรับฟังมีความอบอวลของมวลอากาศอย่างสมจริงในเหตุการณ์ที่รับฟัง เสียงปรบมือของผู้ชมเวลาชื่นชอบถูกใจในการแสดงให้ความรู้สึกอันปลาบปลื้มใจ จำแนกระยะชัดลึกที่ถอยออกไปไกลมาก การแยกแยะระยะห่าง-ช่องว่างระหว่างชิ้นดนตรีก็มีความจะแจ้งมาก ให้ระดับความลึกในเวทีเสียงที่เพิ่มขึ้นกว่าธรรมดาจากที่เคยรับฟัง รวมถึงความอวบอิ่มมีน้ำมีนวล และความมีตัวตนเปล่งปลั่งของทุกสรรพเสียง กระทั่งอาการจางหายไปของเสียงต่างๆ ก็ถูกจาระไนออกมาได้ดีมากๆ  ทั้งยังให้ความโดดเด่นทางด้านของการบ่งบอกสภาพอิมเมจ-ซาวด์สเตจ รวมทั้งรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ในเสียงเพลงและดนตรีที่รับฟังได้อย่างสมจริงมาก – เป็นความ “สมจริง” ที่มีพลังงานเสียง (energy) อย่างที่เรา-ท่านพึงได้รับจากเสียงตามธรรมชาติ

ซึ่งทั้งหมดที่สาธยายมานั่นแหละครับ เป็นผลการรับฟังที่ได้รับจากการ “ผนวก” เจ้า G-02 เข้าไปให้ช่วยเสริมสมรรถนะการทำงานให้แก่ K-03 (เสียบต่อผ่านทางช่องเสียบ Word synchronization input ของ K-03)  …ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อละครับ เพราะ “Master Clock Generator” สามารถช่วย “ยกระดับ” คุณภาพการรับฟังได้อย่างน่าทึ่งมาก เมื่อเทียบกับการไม่ได้ใช้ “Master Clock Generator” เสริมเข้าไปในระบบ – สภาพบรรยากาศอันฉ่ำชุ่มก็กลับแห้งแล้ง ความนวลนุ่มก็กลับแข็ง-คมขึ้น ความมีเนื้อหนังเปี่ยมในชีวิตชีวาก็กลับผอมบาง อ่อนด้อยในความพละพลิ้วลงไป …อารมณ์ดนตรีที่ฟังดีมีความรุกเร้ากลับกลายเป็นธรรมดาสามัญ ความรื่นรมย์ขาดหายไป การไล่ระดับความลึกในสภาพเวทีเสียงก็ตื้นเขินขึ้น รายละเอียดต่างๆ ล้วนจมตัวลง ไม่เด่นลอยขึ้นมา

K-03 + G-02 สามารถเทียบชั้นคุณภาพเสียงให้ขึ้นไปเทียบเคียงได้กับเครื่องระดับเรือธงของ Premium Line ด้วยราคาค่าตัวที่ต่างกันมากพอตัว “G-02” เปรียบเสมือนเป็น “คุณครูเจ้าระเบียบ” ที่เคร่งครัดในความถูกต้องของการประพฤติปฎิบัติของนักเรียนที่อยู่ในความดูแล คอยทำหน้าที่ควบคุม “วินัย” ของนักเรียนให้เคร่งครัด ไม่ออกนอกลู่นอกทาง …เด็กเก่ง-เด็กเรียนถ้าหากไม่มีคุณครูเจ้าระเบียบคอยเคี่ยวเข็ญ ก็อาจจะ “หลุดโลก” ไปได้บ้างในบางโอกาส ทว่ายิ่งได้คุณครูเจ้าระเบียบมาทำการควบคุมความประพฤติ “เด็กเก่ง-เด็กเรียน” ก็จะยิ่งสุดเจ๋ง แม่นเป๊ะอย่างเหลือเชื่อ

ทั้งนี้อุปกรณ์ดิจิทอลส่วนใหญ่ล้วนต้องมีนาฬิกาภายในด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งโดยทั่วไปก็จะเป็นแบบ voltage-controlled crystal quartz oscillator (VCXO) ที่ควบคุมผลึกควอตซ์ด้วยแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ส่งผ่านผลึก และสร้างช่วงความถี่ที่เรียกว่า pulse ขึ้นมา ใช้ในการอ้างอิงค่าเวลา (timing) ให้มีความแม่นยำ ด้วยความที่ผลึกควอตซ์นั้นเป็น piezoelectric ที่จะสั่นไหว (vibrate) เมื่อมีการชาร์จประจุไฟฟ้าเข้าไปในผลึก อย่างไรก็ตามการแปรผันแม้เพียงเล็กน้อยของค่าโหลด (load), อุณหภูมิ และแรงดันไฟฟ้าอาจทำให้ผลึกควอตซ์นั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงความถี่ได้

ตามเอกสารของ ESOTERIC ระบุว่า Grandioso G1 ซึ่งนับเป็นรุ่นเรือธงนั้นใช้ Master Clock Generator ระดับ Ultrahigh Precision ที่เป็นแบบ Rubidium Oscillator ผลิตในอเมริกา ซึ่งมีความแม่นยำสูงมากถึง ± 0.00005 ส่วนต่อล้าน (ppm) ในขณะที่ G-02 ก็มีความแม่นยำถึง ± 0.01ppm และเครื่องสร้างความถี่จากผลึกควอตซ์ในเครื่องเล่น CD ระดับไฮ-เอนด์ของ ESOTERIC เองก็จะมีความแม่นยำที่ ± 0.5ppm (นั่นคือมีความแม่นยำกว่า 50 เท่า เมื่อเทียบกับเครื่องสร้างความถี่จากผลึกคริสตัลที่ใช้ในเครื่องเล่นซีดีทั่วไป ซึ่งมักจะมีความแม่นยำอยู่ที่ ± 10 ถึง ±50ppm เท่านั้น) …แน่นอนว่า ความแม่นยำมากๆ ดังกล่าวย่อมไม่ได้แลกมาด้วยราคาถูกๆ 

สรุปส่งท้าย

…ขอยืนยันว่า Master Clock Generator รุ่น G-02 ของ ESOTERIC ทำให้ได้รับสมจริงทางดนตรีที่โอฬารกว่าที่คิด การมีส่วนร่วมของ G-02 เสริมเข้าไปในระบบ ร่วมกับ K-03 ทำให้เสียงดิจิทอลที่รับฟังเสมือนเสียงอะนาล็อกได้อย่างยอดเยี่ยมในทุกๆ ด้าน ดุจดั่งการรับฟังจาก LP กระนั้น ให้คุณได้ซึมซับและหลอมรวมเข้าไปกับดนตรีที่เต็มไปด้วยความสมจริงอย่างเป็นธรรมชาตินำพาคุณให้อิ่มเอมใจในรายละเอียดต่างๆ ราวกับกำลังรับฟังดนตรีแสดงสดอยู่ตรงหน้ากระนั้น ให้คุณรับรู้ได้ถึงทรานส์เซี้ยนและทิมเบอะ (timbre) ของเสียงดนตรี แต่ละชิ้นแต่ละประเภทอย่างแม่นยำด้วยความสมจริง

อุปกรณ์ร่วมใช้งาน :- เครื่องเล่นซีดี Esoteric รุ่น K-03 (ร่วมกับ master clocking ของ Esoteric รุ่น G-02); ปรีแอมป์ Jeff Rowland รุ่น Corus; เพาเวอร์ แอมป์ Karan Acoustic รุ่น KA M 900 (monoblock) ; สายสัญญาณ + สายลำโพง + สายไฟเข้าเครื่อง Tara Labs

ขอขอบคุณ บริษัท Inventive AV จำกัด โทร. 02-238-4078-9 ที่เอื้อเฟือ Esoteric G-02 ในการรับฟังครั้งนี้